วิธีคิดค่าแรงติดตั้งพื้น SPC สำหรับผู้รับเหมา พร้อมตัวอย่างคำนวณ
สำหรับผู้รับเหมา งานติดตั้งพื้น SPC ไม่ควรคิดเพียงว่า “พื้นที่กี่ตารางเมตร × ค่าแรงต่อตารางเมตร” แล้วจบ เพราะต้นทุนจริงของงานหนึ่งงานประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่ค่าแรงช่าง ค่าผู้ช่วย ค่าเตรียมพื้น ค่าเก็บรายละเอียด ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าอุปกรณ์ ตลอดจนความยากง่ายของพื้นที่และปริมาณการตัดแผ่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หากผู้รับเหมาประเมินค่าแรงต่ำเกินไป อาจดูเหมือนเสนอราคาถูกและปิดงานได้ง่าย แต่เมื่อเริ่มทำงานจริงกลับพบว่าต้นทุนสูงกว่าที่คำนวณไว้ ทำให้กำไรลดลง หรือบางครั้งถึงขั้นขาดทุน
ในทางกลับกัน หากคิดค่าแรงสูงเกินไปโดยไม่ได้อธิบายโครงสร้างต้นทุน ลูกค้าอาจมองว่าราคาแพงและเปรียบเทียบกับผู้รับเหมารายอื่นทันที
ดังนั้น การตั้ง ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC ที่ดีควรเป็นการคำนวณจากต้นทุนจริงของหน้างาน แล้วจึงกำหนดราคาขายที่มี Margin เหมาะสม
บทความนี้จัดทำขึ้นสำหรับผู้รับเหมา ช่างปูพื้น เจ้าของโครงการ ฝ่ายจัดซื้อ สถาปนิก อินทีเรียร์ และผู้ที่ต้องการประเมินงบประมาณงานพื้น SPC โดยจะอธิบายตั้งแต่สูตรพื้นฐาน วิธีแยกต้นทุน วิธีประเมินหน้างาน ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณหลายรูปแบบ
หมายเหตุ: ราคาค่าแรงในบทความเป็น “ช่วงราคาอ้างอิงเพื่อใช้วางงบประมาณ” ไม่ใช่ราคากลางตายตัว เพราะค่าแรงจริงขึ้นอยู่กับจังหวัด สภาพหน้างาน ปริมาณงาน รูปแบบการปู ระยะทาง และขอบเขตงานที่ตกลงกัน
ข้อมูลบนเว็บไซต์ Enoch ระบุว่าราคางานพื้น SPC พร้อมติดตั้งในตลาดสามารถแตกต่างกันตามเกรดวัสดุและลักษณะงาน โดยมีตัวอย่างค่าแรงติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 130–200 บาท/ตร.ม. และงานทั่วไปกับงานที่มีความซับซ้อนอาจมีอัตราต่างกันอย่างมาก
ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC คืออะไร?
ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC คือค่าบริการสำหรับแรงงานที่ใช้ในการติดตั้งพื้น SPC ให้เสร็จตามขอบเขตงานที่ตกลงกัน
โดยทั่วไปอาจรวมงาน เช่น
- ขนย้ายวัสดุภายในพื้นที่
- ตรวจสอบพื้นที่ก่อนติดตั้ง
- เตรียมพื้นที่เบื้องต้น
- วางแนวการปู
- ตัดแผ่น SPC
- ติดตั้งระบบ Click Lock
- ตัดบริเวณขอบผนัง
- ตัดรอบเสา
- ตัดรอบวงกบ
- เก็บรายละเอียด
- ติดตั้งบัวหรือคิ้วในกรณีที่รวมอยู่ใน BOQ
- ทำความสะอาดเบื้องต้น
แต่ ไม่ได้หมายความว่าค่าแรงต่อตารางเมตรจะรวมทุกอย่างเสมอไป
นี่คือจุดที่ผู้รับเหมาควรระบุให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเสนอราคา
ตัวอย่างเช่น
ค่าแรงติดตั้ง SPC 150 บาท/ตร.ม.
ประโยคนี้ยังไม่เพียงพอ
เพราะลูกค้าอาจเข้าใจว่าราคา 150 บาทรวม
- รื้อพื้นเดิม
- ขนเศษวัสดุ
- ปรับพื้น
- ติดตั้ง
- ตัดประตู
- ติดตั้งบัว
- ขนส่ง
- ทำความสะอาด
ทั้งหมดแล้ว
ในขณะที่ผู้รับเหมาอาจหมายถึงเฉพาะ
“ค่าแรงปู SPC บนพื้นเดิมที่พร้อมติดตั้ง”
ดังนั้น BOQ ที่ดีควรระบุขอบเขตงานให้ชัดเจน
ทำไมผู้รับเหมาจึงไม่ควรคิดค่าแรงจากพื้นที่เพียงอย่างเดียว?
สมมติว่ามีงาน 100 ตารางเมตร
งาน A เป็นห้องสี่เหลี่ยมโล่ง
งาน B เป็นบ้านที่มี
- 7 ห้อง
- เสา 12 ต้น
- มุมเว้า
- วงกบ 9 จุด
- พื้นต่างระดับ
- ต้องรื้อพื้นเดิม
แม้พื้นที่เท่ากันคือ 100 ตารางเมตร แต่เวลาและต้นทุนแรงงานไม่เท่ากันอย่างแน่นอน
ดังนั้นสูตร
ค่าแรง = 100 × 150
อาจใช้ได้กับงานที่ง่าย แต่ไม่ควรใช้เป็นสูตรตายตัวกับทุกโครงการ
ผู้รับเหมามืออาชีพควรคิดจาก
พื้นที่ + ความซับซ้อน + งานเตรียมพื้น + งานประกอบ + ระยะทาง + จำนวนแรงงาน + ระยะเวลาทำงาน
ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC คิดเป็นอะไรได้บ้าง?
การเสนอราคางาน SPC สามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก
1. ค่าแรงติดตั้งหลัก
เป็นค่าแรงสำหรับการปู SPC โดยตรง
เช่น
150 บาท/ตร.ม.
2. ค่าแรงเตรียมพื้น
เช่น
- ขัดพื้น
- ทำความสะอาด
- ปรับระดับ
- ซ่อมพื้น
- ลงวัสดุปรับระดับ
3. ค่าแรงรื้อถอน
หากมีพื้นเดิมอยู่แล้ว อาจต้องรื้อก่อน
เช่น
- พื้นไม้เดิม
- พื้นลามิเนต
- พรม
- กระเบื้อง
- SPC เดิม
ควรคิดเป็นรายการแยก
4. งานเก็บรายละเอียด
เช่น
- ตัดบัว
- ติดบัว
- ติดคิ้ว
- ตัดวงกบ
- เก็บรอยต่อ
- เก็บขอบ
5. ค่าเดินทางและขนส่ง
โดยเฉพาะงานต่างจังหวัดหรืองานที่อยู่ไกลจากทีมช่าง
6. ค่าใช้จ่ายพิเศษของโครงการ
เช่น
- งานกลางคืน
- งานเร่งด่วน
- งานแบ่งหลายเฟส
- งานต้องเข้าพื้นที่ตามเวลา
- งานในอาคารที่ต้องขนของด้วยลิฟต์
- งานชั้นสูง
- งานที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
สูตรพื้นฐานในการคิดค่าแรงติดตั้ง SPC
สูตรง่ายที่สุดคือ
ค่าแรงติดตั้ง = พื้นที่ติดตั้ง × ค่าแรงต่อตารางเมตร
ตัวอย่าง
พื้นที่ 100 ตร.ม.
ค่าแรง 150 บาท/ตร.ม.
ดังนั้น
100 × 150
= 15,000 บาท
แต่สูตรนี้เป็นเพียงค่าแรงหลัก
หากมีงานอื่นเพิ่มเติม ต้องนำมาคิดเพิ่ม
ตัวอย่าง
| รายการ | จำนวน | ราคา |
|---|---|---|
| ค่าแรงปู SPC | 100 ตร.ม. | 15,000 บาท |
| รื้อพื้นเดิม | 100 ตร.ม. | 5,000 บาท |
| ปรับพื้น | 100 ตร.ม. | 8,000 บาท |
| ติดตั้งบัว | 45 ม. | 3,600 บาท |
| ขนเศษวัสดุ | 1 งาน | 1,500 บาท |
| รวม | 33,100 บาท |
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้รับเหมาจึงควรแยก BOQ ให้ละเอียด
ค่าแรงพื้น SPC ต่อตารางเมตรควรอยู่ที่เท่าไร?
ไม่มีราคากลางเดียวสำหรับประเทศไทย
ราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับการวางงบประมาณเบื้องต้น งานติดตั้ง SPC แบบมาตรฐานอาจพบช่วงประมาณ 100–150 บาท/ตร.ม. ขณะที่งานที่มีความยากมากขึ้นอาจอยู่ประมาณ 150–250 บาท/ตร.ม. ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวควรใช้เป็นกรอบประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่ราคาที่รับประกันว่างานทุกพื้นที่จะใช้ราคาเดียวกัน
ตัวอย่างการแบ่งระดับเพื่อทำ BOQ
| ลักษณะงาน | ค่าแรงอ้างอิง |
| พื้นโล่ง ติดตั้งง่าย | 100–130 บาท/ตร.ม. |
| บ้านทั่วไป | 120–160 บาท/ตร.ม. |
| คอนโด | 130–180 บาท/ตร.ม. |
| ออฟฟิศ | 120–180 บาท/ตร.ม. |
| ร้านค้า | 140–200 บาท/ตร.ม. |
| พื้นที่ซับซ้อน | 150–220 บาท/ตร.ม. |
| งานละเอียดมาก | 180–250+ บาท/ตร.ม. |
สำคัญ: ผู้รับเหมาควรสำรวจหน้างานจริงก่อนล็อกราคา
ตารางค่าแรงตามประเภทงาน
| ประเภทงาน | ความยาก | แนวทางคิด |
| ห้องสี่เหลี่ยม | ต่ำ | ต่อตร.ม. |
| บ้านหลายห้อง | กลาง | ต่อตร.ม. + งานเก็บ |
| คอนโด | กลาง | ต่อตร.ม. |
| ออฟฟิศ Open Space | ต่ำ–กลาง | ต่อตร.ม. |
| ร้านค้า | กลาง–สูง | ต่อตร.ม. + งานพิเศษ |
| โรงแรม | กลาง–สูง | BOQ รายโซน |
| โครงการขนาดใหญ่ | กลาง | ราคาพิเศษตามปริมาณ |
| ก้างปลา | สูง | ค่าแรงพิเศษ |
| Chevron | สูง | ค่าแรงพิเศษ |
| พื้นที่มีเสาจำนวนมาก | สูง | เพิ่มค่าแรง |
10 ปัจจัยที่ทำให้ค่าแรงติดตั้ง SPC แตกต่างกัน
ปัจจัยที่ 1: จำนวนตารางเมตร
งาน 20 ตร.ม. กับงาน 1,000 ตร.ม. ไม่ควรใช้ราคาต่อตารางเมตรเท่ากันเสมอไป
งานขนาดใหญ่มี Economy of Scale
เช่น
50 ตร.ม. = 170 บาท/ตร.ม.
แต่
1,000 ตร.ม. = 120 บาท/ตร.ม.
เพราะสามารถกระจายต้นทุนทีมช่างและการขนส่งได้ดีขึ้น
ปัจจัยที่ 2: รูปทรงพื้นที่
ห้องสี่เหลี่ยมติดตั้งง่ายกว่า
พื้นที่รูปตัว L หรือมีมุมจำนวนมากจะใช้เวลาตัดเพิ่ม
ปัจจัยที่ 3: จำนวนห้อง
บ้าน 100 ตร.ม. มี 2 ห้อง อาจทำงานง่ายกว่าบ้าน 100 ตร.ม. ที่มี 8 ห้อง
เพราะแต่ละห้องต้อง
- ตั้งแนว
- ตัดปลาย
- ขนย้ายเครื่องมือ
- จัดการรอยต่อ
- เก็บรายละเอียด
ปัจจัยที่ 4: สภาพพื้นเดิม
พื้นเดิมเรียบและพร้อมติดตั้ง
ค่าแรงต่ำกว่า
พื้นเดิมไม่เรียบ มีหลุม มีรอยแตกร้าว หรือมีความชื้น
ต้องเพิ่มงานเตรียมพื้น
ข้อกำหนดการติดตั้งของ Enoch ระบุว่าพื้นโครงสร้างควรมีความเรียบ โดยความต่างระดับไม่เกิน 3 มม. เมื่อวัดด้วยระยะ 2 เมตร และต้องสะอาด ไม่มีฝุ่น เศษวัสดุ คราบน้ำมัน หรือวัสดุที่หลุดล่อน
ปัจจัยที่ 5: รูปแบบการปู
ปูตรง
ใช้แรงงานน้อยกว่า
ปูลายก้างปลา
ต้องควบคุมแนวและการตัดมากกว่า
จึงควรคิดค่าแรงต่างกัน
ปัจจัยที่ 6: จำนวนเสา
เสาทุกต้นเพิ่มเวลาตัด
หากมีเสา 20 ต้นในพื้นที่ 200 ตร.ม. ไม่ควรใช้ราคาเดียวกับพื้นที่โล่ง 200 ตร.ม.
ปัจจัยที่ 7: จำนวนวงกบ
การตัดรอบวงกบต้องใช้ความละเอียด
บางกรณีต้องตัดวงกบให้รองรับพื้น
จึงควรประเมินก่อนเสนอราคา
ปัจจัยที่ 8: ชั้นของอาคาร
ชั้น 1 กับชั้น 20 อาจมีต้นทุนขนย้ายแตกต่างกัน
โดยเฉพาะอาคารที่
- ไม่มีลิฟต์ขนของ
- จำกัดเวลาใช้ลิฟต์
- ต้องขนวัสดุเป็นรอบ
ปัจจัยที่ 9: เวลาเข้าทำงาน
งานกลางคืนหรืองานนอกเวลาปกติอาจมีต้นทุนแรงงานสูงขึ้น
ปัจจัยที่ 10: ระยะทาง
งานใกล้ไซต์สามารถควบคุมต้นทุนได้ง่ายกว่า
งานต่างจังหวัดควรแยก
- ค่าเดินทาง
- ค่าที่พัก
- ค่าอาหาร
- ค่าขนส่ง
ออกจากค่าแรงหลัก
งานติดตั้งพื้น SPC แบบไหนคิดค่าแรงง่ายที่สุด?
งานที่ง่ายที่สุดมักมีลักษณะดังนี้
- พื้นที่โล่ง
- พื้นเรียบ
- พื้นแห้ง
- ไม่มีพื้นเดิมต้องรื้อ
- ไม่มีเฟอร์นิเจอร์
- ห้องเป็นสี่เหลี่ยม
- ไม่มีเสาจำนวนมาก
- ไม่มีมุมซับซ้อน
- มีพื้นที่ให้ขนวัสดุสะดวก
- ทำงานต่อเนื่องได้
ตัวอย่าง
สำนักงาน Open Space 500 ตร.ม.
หากพื้นพร้อมติดตั้ง
อาจใช้วิธี
500 × 130 บาท
= 65,000 บาท
แล้วเพิ่มรายการพิเศษเฉพาะที่มีจริง
งานแบบไหนควรคิดค่าแรงเพิ่ม?
งานที่ควรพิจารณาเพิ่มราคา ได้แก่
1. ต้องรื้อพื้นเดิม
2. ต้องปรับระดับพื้น
3. มีเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
4. มีเสาจำนวนมาก
5. มีพื้นที่หลายห้อง
6. ต้องตัดวงกบจำนวนมาก
7. ต้องทำงานกลางคืน
8. ต้องทำงานเร่งด่วน
9. ต้องขนวัสดุไกล
10. ต้องติดตั้งในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด
ค่าเตรียมพื้นควรคิดอย่างไร?
นี่คือหนึ่งในจุดที่ผู้รับเหมามักประเมินผิด
เพราะบางครั้งเสนอว่า
“ค่าแรงปู SPC 150 บาท/ตร.ม. รวมทุกอย่าง”
แต่เมื่อเข้าไซต์จริงพบว่าต้องปรับพื้นอีกจำนวนมาก
สุดท้ายต้นทุนบานปลาย
วิธีที่ดีกว่าคือ
แยกค่าเตรียมพื้นออกจากค่าแรงปู SPC
ตัวอย่าง
| รายการ | ราคา |
| ปู SPC | 150 บาท/ตร.ม. |
| ขัด/ทำความสะอาด | 20 บาท/ตร.ม. |
| ปรับพื้น | ประเมินตามจริง |
| รื้อพื้นเดิม | แยก |
| ขนเศษ | แยก |
ค่าแรงรื้อพื้นเดิมคิดอย่างไร?
หากต้องรื้อพื้นเดิม ไม่ควรรวมเข้าไปในค่าแรงติดตั้งโดยไม่แยกรายการ
สูตรคือ
ค่ารื้อ = พื้นที่ × ค่ารื้อ/ตร.ม.
ตัวอย่าง
พื้นเดิม 100 ตร.ม.
ค่ารื้อ 50 บาท/ตร.ม.
100 × 50
= 5,000 บาท
หากต้องขนเศษวัสดุออกจากอาคาร
ควรคิดเพิ่มอีกหนึ่งรายการ
ค่าแรงปรับระดับพื้นคิดอย่างไร?
ต้องดูว่าพื้นมีปัญหามากน้อยเพียงใด
ไม่ควรคิดเพียง “ต่อตารางเมตร” อย่างเดียว
เพราะงานบางพื้นที่ต้องปรับเพียงเล็กน้อย
ขณะที่บางพื้นที่ต้องทำ Self-Leveling หรือซ่อมพื้นอย่างจริงจัง
ควรแบ่งเป็น
ระดับ 1: เตรียมพื้นทั่วไป
- กวาด
- ดูดฝุ่น
- ขูดเศษปูน
- เก็บสิ่งสกปรก
ระดับ 2: ซ่อมเฉพาะจุด
- อุดหลุม
- ซ่อมรอยแตก
- ปรับจุดต่างระดับ
ระดับ 3: ปรับระดับทั้งพื้นที่
ต้องประเมินวัสดุและแรงงานแยก
ค่าแรงตัดรอบเสาและมุมคิดอย่างไร?
มีสองแนวทาง
วิธีที่ 1: รวมอยู่ในค่าแรงต่อตารางเมตร
เหมาะกับงานทั่วไปที่มีเสาไม่มาก
วิธีที่ 2: คิดงานพิเศษ
เหมาะกับงานที่มีเสาจำนวนมาก
ตัวอย่าง
พื้นที่ 100 ตร.ม.
มีเสา 15 ต้น
หากค่าแรงหลัก 150 บาท/ตร.ม.
= 15,000 บาท
จากนั้นอาจเพิ่มค่าแรงตัดรอบเสาเป็นรายการพิเศษตามจำนวนและความยาก
ค่าแรงติดตั้งบัวพื้นและคิ้วจบ
ไม่ควรรวมบัวพื้นกับค่าแรง SPC โดยอัตโนมัติ
เพราะหน่วยวัดต่างกัน
พื้น SPC:
บาท/ตร.ม.
บัวพื้น:
บาท/เมตร
ตัวอย่าง
ติดตั้งบัว 60 เมตร
ค่าแรง 80 บาท/เมตร
60 × 80
= 4,800 บาท
ค่าแรงตัดประตูและปรับวงกบ
งานนี้ควรตรวจหน้างานก่อน
เพราะหลังติดตั้ง SPC ระดับพื้นอาจสูงขึ้น
จึงต้องตรวจสอบ
- ช่องเปิดประตู
- ความสูงใต้บาน
- วงกบ
- ประตู
- ธรณีประตู
หากต้องตัดประตู
ควรแยกเป็น
ค่าปรับ/ตัดประตู = จำนวนบาน × ราคาต่อบาน
ค่าเดินทางและค่าขนส่ง
สำหรับงานใกล้พื้นที่ทำงาน อาจรวมไว้ในค่าแรง
แต่ถ้าเป็นงานต่างจังหวัด แนะนำให้แยก
ค่าเดินทาง
ค่าที่พัก
ค่าอาหาร
ค่าขนส่งวัสดุ
ค่าขนย้ายขึ้นอาคาร
เพื่อลดความเข้าใจผิดกับลูกค้า
วิธีคิดค่าแรงสำหรับบ้าน
บ้านพักอาศัยมักมีความซับซ้อนมากกว่าสำนักงาน Open Space
เพราะมี
- ห้องนอน
- ห้องรับแขก
- ห้องอาหาร
- โถง
- มุมต่าง ๆ
- วงกบ
- เสา
- เฟอร์นิเจอร์
ดังนั้นไม่ควรดูเฉพาะพื้นที่รวม
ควรดู จำนวนห้อง + รูปทรง + สภาพพื้น
ตัวอย่างคำนวณบ้าน 50 ตร.ม.
สมมติ
พื้นที่ = 50 ตร.ม.
ค่าแรงติดตั้ง = 150 บาท/ตร.ม.
ดังนั้น
50 × 150
= 7,500 บาท
สมมติเพิ่ม
รื้อพื้นเดิม = 50 บาท/ตร.ม.
50 × 50
= 2,500 บาท
ติดตั้งบัว = 30 เมตร × 80 บาท
= 2,400 บาท
รวม
7,500 + 2,500 + 2,400
= 12,400 บาท
ตัวอย่างคำนวณบ้าน 100 ตร.ม.
สมมติ
- พื้นที่ = 100 ตร.ม.
- ค่าแรงปู = 150 บาท/ตร.ม.
- รื้อพื้นเดิม = 50 บาท/ตร.ม.
- บัว = 60 เมตร
- ค่าแรงบัว = 80 บาท/เมตร
ค่าแรงปู
100 × 150
= 15,000 บาท
ค่ารื้อ
100 × 50
= 5,000 บาท
ค่าบัว
60 × 80
= 4,800 บาท
รวม
15,000 + 5,000 + 4,800
= 24,800 บาท
ยังไม่รวมการปรับระดับพื้นหากหน้างานมีปัญหา
ตัวอย่างคำนวณคอนโด 45 ตร.ม.
สมมติ
พื้นที่ = 45 ตร.ม.
ค่าแรงปู = 160 บาท/ตร.ม.
45 × 160
= 7,200 บาท
หากต้องรื้อพื้นเดิม
45 × 50
= 2,250 บาท
หากมีค่าขนย้ายและขนเศษ
= 1,000 บาท
รวม
7,200 + 2,250 + 1,000
= 10,450 บาท
ตัวอย่างคำนวณสำนักงาน 300 ตร.ม.
สำนักงานมีพื้นที่ Open Space 300 ตร.ม.
สมมติค่าแรง
130 บาท/ตร.ม.
300 × 130
= 39,000 บาท
สมมติต้องติดตั้งบัว 120 เมตร
120 × 80
= 9,600 บาท
รวม
= 48,600 บาท
หากพื้นพร้อมติดตั้งและไม่มีงานรื้อหรือปรับพื้น
นี่อาจเป็นโครงสร้างราคาที่เข้าใจง่ายมาก
ตัวอย่างคำนวณโครงการ 1,000 ตร.ม.
โครงการขนาด 1,000 ตร.ม. อาจมี Economy of Scale
สมมติค่าแรงปู
120 บาท/ตร.ม.
1,000 × 120
= 120,000 บาท
บัว 400 เมตร
400 × 70
= 28,000 บาท
ค่าเก็บงานและขนย้าย
= 10,000 บาท
รวม
= 158,000 บาท
เฉลี่ยต่อพื้นที่
158,000 ÷ 1,000
= 158 บาท/ตร.ม.
นี่แสดงให้เห็นว่า แม้ค่าแรงปูจะอยู่ที่ 120 บาท/ตร.ม. แต่ต้นทุนรวมของงานอาจสูงกว่าเมื่อรวมรายการประกอบ
วิธีคิดค่าแรงแบบเหมารวม
เหมาะกับงานบ้านหรือพื้นที่ขนาดเล็ก
ตัวอย่าง
ติดตั้งพื้น SPC พร้อมเก็บงาน ราคาเหมารวม 25,000 บาท
ข้อดี
- ลูกค้าเข้าใจง่าย
- เสนอราคาเร็ว
- เหมาะกับงานขนาดเล็ก
ข้อเสีย
- หากหน้างานเปลี่ยน อาจเกิดต้นทุนเพิ่ม
- ต้องกำหนด Scope ชัดเจน
วิธีคิดค่าแรงแบบต่อตารางเมตร
เป็นวิธีที่นิยมสำหรับผู้รับเหมางาน SPC
สูตร
พื้นที่ × ค่าแรง/ตร.ม.
ตัวอย่าง
500 × 140
= 70,000 บาท
ข้อดีคือ
- คำนวณง่าย
- เปรียบเทียบราคาได้
- เหมาะกับงานโครงการ
- ทำ BOQ ง่าย
แบบไหนเหมาะกับผู้รับเหมามากกว่า?
สำหรับงานโครงการ แนะนำให้ใช้ ต่อตารางเมตร + แยกรายการพิเศษ
ตัวอย่าง
| รายการ | หน่วย | ราคา |
| ติดตั้ง SPC | ตร.ม. | 140 |
| รื้อพื้น | ตร.ม. | 50 |
| ปรับพื้น | ตร.ม. | ตามจริง |
| ติดตั้งบัว | ม. | 80 |
| ตัดประตู | บาน | 300 |
| ขนเศษ | งาน | 1,500 |
รูปแบบนี้ทำให้ลูกค้าเห็นว่าเงินแต่ละส่วนจ่ายเพื่ออะไร
วิธีคำนวณต้นทุนแรงงานจริง
ผู้รับเหมาควรคำนวณจากต้นทุนจริงก่อนตั้งราคาขาย
ตัวอย่างทีมช่าง
- ช่าง 3 คน
- ผู้ช่วย 1 คน
- ทำงาน 100 ตร.ม.
- ใช้เวลา 2 วัน
สมมติค่าแรง
ช่าง 3 คน × 700 บาท × 2 วัน
= 4,200 บาท
ผู้ช่วย 1 คน × 500 บาท × 2 วัน
= 1,000 บาท
ต้นทุนแรงงานโดยตรง
= 5,200 บาท
ถ้าคิดเพียง 5,200 บาทเป็นค่าแรงขาย
ผู้รับเหมายังไม่ได้คิด
- ค่าเดินทาง
- ค่าเครื่องมือ
- ค่าบริหาร
- ค่าเสียเวลา
- ค่าแก้งาน
- ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
- กำไร
ดังนั้นต้องมีการบวกต้นทุนแฝงและกำไร
วิธีคำนวณกำไรของผู้รับเหมา
สมมติ
ต้นทุนทั้งหมด
= 20,000 บาท
ต้องการ Gross Margin 25%
ไม่ควรคิดเพียง
20,000 + 25%
= 25,000 บาท
เพราะ 25,000 – 20,000 = 5,000
คิดเป็น 20% ของราคาขาย
หากต้องการ Margin 25%
สูตรคือ
ราคาขาย = ต้นทุน ÷ (1 – Margin)
ดังนั้น
20,000 ÷ 0.75
= 26,666.67 บาท
จึงควรเสนอประมาณ
26,700 บาท
ตัวอย่าง BOQ ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC
BOQ ตัวอย่าง
| ลำดับ | รายการ | หน่วย | จำนวน | ราคา/หน่วย | รวม |
| 1 | ติดตั้งพื้น SPC | ตร.ม. | 100 | 150 | 15,000 |
| 2 | รื้อพื้นเดิม | ตร.ม. | 100 | 50 | 5,000 |
| 3 | ติดตั้งบัว | ม. | 60 | 80 | 4,800 |
| 4 | ตัดประตู | บาน | 4 | 300 | 1,200 |
| 5 | ขนเศษวัสดุ | งาน | 1 | 1,500 | 1,500 |
| รวม | 27,500 |
หากมีงานปรับพื้น ต้องใส่เป็นรายการแยกอีกครั้ง
วิธีเสนอราคาให้ลูกค้าเข้าใจง่าย
ข้อเสนอราคาที่ดีไม่ควรเขียนเพียง
“ปู SPC 100 ตร.ม. × 150 = 15,000 บาท”
ควรระบุ Scope
รวม
- ติดตั้ง SPC
- ตัดขอบ
- ตัดเข้ามุมทั่วไป
- เก็บงานหลังติดตั้ง
ไม่รวม
- รื้อพื้นเดิม
- ปรับระดับพื้น
- ตัดประตู
- ขนเศษวัสดุ
- งานกลางคืน
- งานแก้ไขโครงสร้าง
วิธีนี้ช่วยลดปัญหา “ลูกค้าเข้าใจไม่ตรงกับผู้รับเหมา”
ข้อผิดพลาดที่ผู้รับเหมามักเจอ
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดูแต่พื้นที่
100 ตร.ม. ไม่ได้หมายความว่าง่ายเท่ากันทุกไซต์
ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่สำรวจพื้นเดิม
พื้นไม่เรียบอาจทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติม
ข้อผิดพลาดที่ 3: รวมทุกอย่างในราคาต่อตารางเมตร
ทำให้ควบคุมต้นทุนยาก
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่คิดเวลาขนวัสดุ
บางไซต์เสียเวลาไปกับการขนของมากกว่าการปู
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่คิดค่าเดินทาง
โดยเฉพาะงานต่างจังหวัด
ข้อผิดพลาดที่ 6: ไม่คิดค่าแก้งาน
ควรเผื่อค่าใช้จ่ายบริหารงาน
ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่กำหนด Scope
เป็นสาเหตุสำคัญของงานเพิ่มที่ไม่ได้รับเงิน
Checklist ก่อนเสนอราคางาน SPC
ข้อมูลพื้นที่
วัดพื้นที่จริง
ตรวจแบบล่าสุด
แยกแต่ละห้อง
ตรวจพื้นที่ที่ไม่ต้องติดตั้ง
ตรวจแนวการปู
ตรวจจำนวนเสา
ตรวจจำนวนมุม
ตรวจวงกบ
ตรวจพื้นเดิม
พื้นเรียบหรือไม่
มีหลุมหรือไม่
มีรอยแตกร้าวหรือไม่
มีความชื้นหรือไม่
มีเศษวัสดุหรือไม่
ต้องปรับระดับหรือไม่
ต้องรื้อพื้นเดิมหรือไม่
ตรวจการเข้าหน้างาน
ที่จอดรถ
ทางขนวัสดุ
ลิฟต์
เวลาเข้าทำงาน
กฎของอาคาร
จุดพักวัสดุ
จุดทิ้งเศษ
ตรวจงานติดตั้ง
รูปแบบการปู
แนวเริ่มต้น
Expansion Gap
บัว
คิ้ว
ประตู
วงกบ
จุดต่อวัสดุ
เทคนิคเพิ่มกำไรโดยไม่ต้องขึ้นราคาค่าแรงมากเกินไป
ผู้รับเหมาที่ต้องการเพิ่มกำไรไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าแรงจาก 150 เป็น 200 บาท/ตร.ม. ทันที
แต่ควรบริหารต้นทุน
เทคนิคที่ 1: วางแผนการปู
ลดเวลาตัดและการเคลื่อนย้าย
เทคนิคที่ 2: เตรียมวัสดุให้พร้อม
ลดเวลารอวัสดุ
เทคนิคที่ 3: แบ่งทีมช่างตามหน้าที่
เช่น
- ทีมเตรียมพื้น
- ทีมตัด
- ทีมติดตั้ง
- ทีมเก็บงาน
สำหรับโครงการใหญ่สามารถเพิ่ม Productivity ได้
เทคนิคที่ 4: คุม Waste
การตัดผิดคือค่าใช้จ่าย
เทคนิคที่ 5: ตรวจพื้นที่ก่อนส่งทีม
ลดการไปถึงไซต์แล้วพบว่าทำงานไม่ได้
เทคนิคที่ 6: ทำ BOQ มาตรฐาน
ช่วยลดความผิดพลาดในการเสนอราคา
ค่าแรงติดตั้ง SPC กับ “ราคาพร้อมติดตั้ง” ต่างกันอย่างไร?
คำสองคำนี้ไม่เหมือนกัน
ค่าแรงติดตั้ง
คือ
ค่าแรงช่าง
ราคาพร้อมติดตั้ง
อาจรวม
ค่าวัสดุ + ค่าแรง + วัสดุประกอบ + งานเตรียมพื้น + งานเก็บรายละเอียด
ตัวอย่าง
พื้น SPC
350 บาท/ตร.ม.
ค่าแรง
150 บาท/ตร.ม.
วัสดุประกอบ
30 บาท/ตร.ม.
รวมเบื้องต้น
530 บาท/ตร.ม.
แต่หากต้องรื้อพื้นหรือปรับระดับ ราคาจะเพิ่มขึ้นตาม Scope
ดังนั้นเวลาลูกค้าถามว่า
“พื้น SPC พร้อมติดตั้ง ตารางเมตรละเท่าไร?”
ผู้รับเหมาควรถามกลับก่อนว่า
- พื้นที่กี่ตารางเมตร?
- พื้นเดิมเป็นอะไร?
- ต้องรื้อหรือไม่?
- พื้นเรียบหรือไม่?
- อยู่ชั้นไหน?
- มีบัวหรือไม่?
- ต้องตัดประตูหรือไม่?
- ต้องการติดตั้งแบบใด?
วิธีคิดค่าแรง SPC สำหรับงานโครงการขนาดใหญ่
สำหรับโครงการ 500–5,000 ตร.ม. ไม่ควรใช้สูตรเดียวกับงานบ้าน 50 ตร.ม.
ควรแบ่งเป็น
1. Mobilization Cost
ต้นทุนในการนำทีมและเครื่องมือเข้าหน้างาน
2. Installation Cost
ค่าแรงติดตั้งจริง
3. Preparation Cost
ค่าเตรียมพื้น
4. Material Handling
ค่าขนย้ายวัสดุ
5. Finishing
ค่าเก็บรายละเอียด
6. Management
ค่าบริหารงาน
ตัวอย่างการคิดต้นทุนโครงการ 2,000 ตร.ม.
สมมติ
ค่าแรงติดตั้ง
= 120 บาท/ตร.ม.
2,000 × 120
= 240,000 บาท
ค่าเตรียมพื้น
= 40 บาท/ตร.ม.
2,000 × 40
= 80,000 บาท
บัว
= 700 เมตร × 70
= 49,000 บาท
ขนย้าย
= 20,000 บาท
Mobilization
= 15,000 บาท
ต้นทุนรวม
= 404,000 บาท
หากต้องการ Margin 20%
ราคาขาย
= 404,000 ÷ 0.80
= 505,000 บาท
ราคาขายเฉลี่ย
= 252.50 บาท/ตร.ม.
นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ค่าแรงปู 120 บาท/ตร.ม. ไม่ได้หมายความว่าราคางานทั้งหมดต้องเท่ากับ 120 บาท/ตร.ม.
วิธีคิดค่าแรงเมื่อพื้นที่มีหลายเฟส
สมมติโครงการมี
- Phase 1 = 300 ตร.ม.
- Phase 2 = 500 ตร.ม.
- Phase 3 = 200 ตร.ม.
รวม 1,000 ตร.ม.
หากต้องเข้าหน้างาน 3 ครั้ง ต้นทุน Mobilization จะสูงกว่าการทำ 1,000 ตร.ม. ต่อเนื่อง
ดังนั้นควรระบุว่า
ราคานี้คำนวณจากการทำงานต่อเนื่องตามแผนงาน
หากลูกค้าแบ่งพื้นที่หลายเฟส อาจมีค่า Mobilization เพิ่ม
วิธีคิดค่าแรงงานกลางคืน
งานกลางคืนอาจมีต้นทุน
- ค่าแรงเพิ่ม
- ค่าเดินทาง
- ค่าอาหาร
- ค่าไฟ
- ข้อจำกัดด้านเสียง
- ความปลอดภัย
ดังนั้นควรแยกเป็น
Night Work Surcharge
แทนที่จะเพิ่มค่าแรงต่อตารางเมตรโดยไม่อธิบาย
วิธีคิดค่าแรงงานเร่งด่วน
สมมติปกติ
100 ตร.ม. ใช้ 2 วัน
ลูกค้าต้องการเสร็จภายใน 1 วัน
อาจต้องเพิ่มจำนวนช่าง
แต่จำนวนช่างที่เพิ่มไม่ได้หมายความว่า Productivity จะเพิ่มเป็น 2 เท่าเสมอ
เพราะพื้นที่ทำงานมีข้อจำกัด
ดังนั้นควรคำนวณจาก
จำนวนช่าง + เวลาทำงาน + พื้นที่ทำงานจริง
ค่าแรงติดตั้ง SPC สำหรับงานก้างปลา
งานก้างปลาควรประเมินแยก
เพราะต้อง
- คุมแกน
- คุมแนว
- ตัดมาก
- จัด Pattern
- ตรวจสมมาตร
- เก็บรายละเอียด
ดังนั้นไม่ควรนำค่าแรงปู SPC แบบ Straight Lay มาคูณตรง ๆ
ตัวอย่างสมมติ
Straight Lay
150 บาท/ตร.ม.
Herringbone
220 บาท/ตร.ม.
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างวิธีคิด ไม่ใช่อัตราบังคับของตลาด
วิธีคำนวณค่าแรงจาก Productivity
นี่เป็นวิธีที่เหมาะกับผู้รับเหมาที่มีทีมช่างประจำ
สมมติทีมช่างสามารถติดตั้งได้
80 ตร.ม./วัน
ต้นทุนทีมต่อวัน
6,000 บาท
ต้นทุนแรงงานต่อตารางเมตร
= 6,000 ÷ 80
= 75 บาท/ตร.ม.
หากมีต้นทุนอื่น
- เครื่องมือ 10 บาท
- เดินทาง 10 บาท
- บริหาร 15 บาท
ต้นทุนรวม
= 110 บาท/ตร.ม.
หากต้องการ Margin 25%
ราคาขาย
= 110 ÷ 0.75
= 146.67 บาท/ตร.ม.
ดังนั้นอาจตั้งราคาขาย
147–150 บาท/ตร.ม.
นี่เป็นวิธีที่แม่นยำกว่าการเดาราคาจากคู่แข่งเพียงอย่างเดียว
ทำไม Productivity สำคัญกับผู้รับเหมา?
ผู้รับเหมาสองรายอาจเสนอราคาเท่ากัน
150 บาท/ตร.ม.
แต่รายแรกทำได้ 100 ตร.ม./วัน
รายที่สองทำได้ 60 ตร.ม./วัน
ต้นทุนจริงจึงแตกต่างกัน
ดังนั้นกำไรของผู้รับเหมาไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคาขาย” อย่างเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับ
ราคาขาย + Productivity + การควบคุมต้นทุน
วิธีวางระบบค่าแรงสำหรับบริษัทรับเหมา
แนะนำให้บริษัทกำหนด Rate Card
ตัวอย่าง
| ประเภทงาน | Rate |
| SPC Straight | 140 |
| SPC งานหลายห้อง | 160 |
| SPC งานละเอียด | 180 |
| Herringbone | 220 |
| รื้อพื้น | 50 |
| ติดบัว | 80/ม. |
| ตัดประตู | 300/บาน |
| ปรับพื้น | สำรวจหน้างาน |
| งานกลางคืน | +20–30% |
| งานต่างจังหวัด | ค่าเดินทางจริง |
เมื่อมี Rate Card ทีมขายจะสามารถเสนอราคาได้รวดเร็วขึ้น
วิธีใช้ BOQ ลดปัญหางานเพิ่ม
BOQ ควรแยก
งานหลัก
ติดตั้ง SPC
งานเตรียม
รื้อพื้น / ปรับพื้น
งานประกอบ
บัว / คิ้ว / ประตู
งานขนส่ง
ขนวัสดุ / ขนเศษ
งานพิเศษ
กลางคืน / เร่งด่วน / หลายเฟส
วิธีนี้ทำให้เมื่อมี Change Order สามารถคำนวณได้ทันที
การคำนวณพื้นที่ก่อนคิดค่าแรง
อย่าลืมว่าพื้นที่ติดตั้งจริงต้องแยกจากพื้นที่อาคาร
ตัวอย่าง
พื้นที่อาคาร 120 ตร.ม.
แต่มี
- ห้องน้ำ 8 ตร.ม.
- ระเบียง 7 ตร.ม.
- ห้องเครื่อง 5 ตร.ม.
พื้นที่ติดตั้งจริง
= 120 – 8 – 7 – 5
= 100 ตร.ม.
ดังนั้นค่าแรงที่ 150 บาท/ตร.ม.
= 100 × 150
= 15,000 บาท
ไม่ใช่
120 × 150 = 18,000 บาท
การคำนวณพื้นที่เผื่อเศษกับค่าแรง
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดเจน
ค่าแรงติดตั้ง โดยทั่วไปคิดจากพื้นที่ที่ติดตั้ง
ส่วน พื้นที่เผื่อเศษ เป็นเรื่องของปริมาณวัสดุ
ตัวอย่าง
พื้นที่จริง 100 ตร.ม.
เผื่อวัสดุ 5%
= 105 ตร.ม.
ไม่ได้หมายความว่าต้องคิดค่าแรง
105 × ค่าแรง
เสมอไป
ผู้รับเหมาควรระบุหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนใน BOQ
เพราะบางบริษัทคิดค่าแรงตามพื้นที่ติดตั้งจริง ขณะที่บางงานอาจกำหนดวิธีคิดต่างกันตามสัญญา
วิธีเชื่อมค่าแรงกับการสั่งซื้อวัสดุ
ผู้รับเหมาควรแยกสองส่วน
ส่วนที่ 1
พื้นที่ติดตั้ง
ส่วนที่ 2
พื้นที่สั่งวัสดุ
Enoch มีเครื่องคำนวณพื้นที่ SPC ที่แยกพื้นที่ใช้งาน พื้นที่เผื่อเศษ จำนวนกล่อง จำนวนแผ่น และราคาประมาณการ เพื่อช่วยวางแผนปริมาณวัสดุ
ตัวอย่าง
พื้นที่ติดตั้ง
= 100 ตร.ม.
เผื่อ 5%
= 105 ตร.ม.
ถ้าพื้น SPC มี 2.196 ตร.ม./กล่อง
105 ÷ 2.196
= 47.81
ต้องปัดขึ้น
= 48 กล่อง
ดังนั้น
ค่าแรง = คิดตาม Scope งานติดตั้ง
วัสดุ = คิดตามจำนวนที่ต้องสั่งจริง
มาตรฐานการเตรียมพื้นมีผลต่อค่าแรงอย่างไร?
ผู้รับเหมาควรตรวจสอบสภาพพื้นก่อนเริ่มงาน เพราะพื้น SPC แบบ Click Lock ต้องการพื้นฐานที่เหมาะสม
ข้อกำหนดของ Enoch ระบุเรื่องการปรับสภาพวัสดุหน้างาน 24–48 ชั่วโมง รวมถึงเงื่อนไขอุณหภูมิ ความชื้น และความเรียบของพื้น เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปตามข้อกำหนดการรับประกัน
ดังนั้นค่าแรงที่เสนอควรพิจารณา
“พื้นที่พร้อมติดตั้งหรือไม่?”
ก่อนเสนอราคา
Acclimation มีผลต่อแผนงานอย่างไร?
การติดตั้งไม่ได้หมายความว่า
ช่างเข้าวันแรกแล้วปูได้ทันที
ในบางระบบ ผู้ผลิตกำหนดให้วัสดุปรับสภาพก่อนติดตั้ง
ข้อมูลเงื่อนไขการติดตั้งของ Enoch ระบุให้วางพื้น SPC ในพื้นที่หน้างานอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงก่อนติดตั้ง
ผู้รับเหมาจึงควรแยก
วันเตรียมวัสดุ
ออกจาก
วันติดตั้งจริง
โดยเฉพาะโครงการที่มี Schedule เข้มงวด
วิธีคิดค่าแรงเมื่อพื้นไม่พร้อมติดตั้ง
หากสำรวจแล้วพบว่า
พื้นไม่เรียบ
ควรแจ้งลูกค้าทันทีว่า
ราคาค่าแรงติดตั้ง SPC ไม่รวมค่าปรับระดับพื้น
จากนั้นเสนอราคาเพิ่มหลังประเมิน
นี่ดีกว่าการรับงานแล้วไปคิดเพิ่มภายหลัง
ตัวอย่างใบเสนอราคาที่แนะนำ
ใบเสนอราคา: งานติดตั้งพื้น SPC
พื้นที่: 100 ตร.ม.
| รายการ | จำนวน | หน่วย | ราคา | รวม |
| ค่าแรงติดตั้ง SPC | 100 | ตร.ม. | 150 | 15,000 |
| รื้อพื้นเดิม | 100 | ตร.ม. | 50 | 5,000 |
| ติดตั้งบัว | 60 | ม. | 80 | 4,800 |
| ตัดประตู | 4 | บาน | 300 | 1,200 |
| ขนเศษวัสดุ | 1 | งาน | 1,500 | 1,500 |
| รวม | 27,500 |
ขอบเขตงาน
รวม
- ติดตั้ง SPC
- ตัดแผ่นตามขอบพื้นที่
- ติดตั้งตามแนวที่กำหนด
- เก็บรายละเอียดพื้น
ไม่รวม
- ปรับพื้น
- ซ่อมโครงสร้าง
- งานแก้ไขความชื้น
- งานกลางคืน
- งานนอก Scope
วิธีคำนวณค่าแรงแบบ “ต้นทุน + Margin”
นี่เป็นวิธีที่แนะนำสำหรับผู้รับเหมามืออาชีพ
สูตร
ราคาขาย = ต้นทุนรวม ÷ (1 – Gross Margin)
ตัวอย่าง
ต้นทุนรวม
= 100,000 บาท
ต้องการ Margin
= 20%
ราคาขาย
= 100,000 ÷ 0.80
= 125,000 บาท
กำไรขั้นต้น
= 25,000 บาท
ทำไมไม่ควรใช้ “บวกกำไร 20%” อย่างเดียว?
เพราะ
100,000 × 1.20
= 120,000
กำไร = 20,000
คิดเป็น
20,000 ÷ 120,000
= 16.67% ของราคาขาย
ดังนั้น
Markup 20% ≠ Margin 20%
ผู้รับเหมาที่ต้องการบริหารกำไรอย่างจริงจังควรเข้าใจสองคำนี้
ค่าแรงติดตั้ง SPC สำหรับผู้รับเหมารายย่อย
หากเป็นช่างหรือผู้รับเหมารายย่อย
ควรคำนวณอย่างง่าย
ขั้นที่ 1
หาพื้นที่
ขั้นที่ 2
ประเมินวันทำงาน
ขั้นที่ 3
ประเมินจำนวนช่าง
ขั้นที่ 4
คำนวณค่าแรงทีม
ขั้นที่ 5
บวกค่าเดินทาง
ขั้นที่ 6
บวกค่าอุปกรณ์
ขั้นที่ 7
บวกค่าเผื่อความเสี่ยง
ขั้นที่ 8
บวกกำไร
ค่าแรงติดตั้ง SPC สำหรับบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่
บริษัทขนาดใหญ่ควรเพิ่มต้นทุน
- Project Manager
- Site Engineer
- Foreman
- Safety
- QA/QC
- Warehouse
- Transportation
- Administration
ดังนั้นราคาติดตั้งที่เสนอให้โครงการจึงไม่ควรเท่ากับค่าแรงช่างโดยตรง
วิธีประเมินความเสี่ยงก่อนเสนอราคา
แนะนำให้มี Risk Factor
เช่น
ความเสี่ยงต่ำ
พื้นพร้อมติดตั้ง
Risk 3%
ความเสี่ยงกลาง
มีหลายห้อง
Risk 5%
ความเสี่ยงสูง
พื้นเดิมไม่ชัดเจน
Risk 8–10%
ทั้งนี้ควรใช้เพื่อบริหารต้นทุนภายใน ไม่จำเป็นต้องแสดงเป็น “ค่าความเสี่ยง” แก่ลูกค้าโดยตรงเสมอไป
7 คำถามที่ควรถามลูกค้าก่อนคิดราคา
- พื้นที่ทั้งหมดกี่ตารางเมตร?
- พื้นเดิมเป็นอะไร?
- ต้องรื้อพื้นเดิมหรือไม่?
- พื้นเดิมเรียบและพร้อมติดตั้งหรือไม่?
- มีเฟอร์นิเจอร์อยู่หรือไม่?
- ต้องการติดตั้งบัวหรือคิ้วหรือไม่?
- ต้องการให้เสร็จภายในกี่วัน?
เพียง 7 คำถามนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของใบเสนอราคาได้มาก
10 สัญญาณว่าไม่ควรรีบเสนอราคาค่าแรง
หากลูกค้าให้ข้อมูลเพียง
“มีพื้นที่ 200 ตารางเมตร ขอราคาปู SPC”
อย่าเพิ่งล็อกราคา
หากยังไม่รู้ว่า
- พื้นอยู่ชั้นไหน
- มีพื้นเดิมหรือไม่
- พื้นเรียบหรือไม่
- มีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่
- มีหลายห้องหรือไม่
- ต้องรื้อหรือไม่
- ต้องติดบัวหรือไม่
- ต้องตัดประตูหรือไม่
- เข้าทำงานเวลาใด
- อยู่จังหวัดใด
ควรขอข้อมูลเพิ่มก่อน
วิธีใช้ภาพหน้างานเพื่อประเมินค่าแรง
ผู้รับเหมาสามารถขอภาพ
ภาพที่ 1
ภาพรวมพื้นที่
ภาพที่ 2
พื้นเดิมระยะใกล้
ภาพที่ 3
มุมห้อง
ภาพที่ 4
เสา
ภาพที่ 5
วงกบ
ภาพที่ 6
ทางเข้าหน้างาน
ภาพที่ 7
จุดขนวัสดุ
จะช่วยให้ประเมินเบื้องต้นได้แม่นยำกว่าการใช้พื้นที่เพียงตัวเลขเดียว
วิธีคิดค่าแรงสำหรับพื้นที่เล็ก
งาน 10–20 ตร.ม. ไม่ควรใช้ราคา/ตร.ม. ต่ำเหมือนงาน 500 ตร.ม.
เพราะมี Fixed Cost เช่น
- เดินทาง
- เตรียมเครื่องมือ
- ขนวัสดุ
- Set Up
- เก็บงาน
ดังนั้นอาจใช้
Minimum Charge
เช่น
ค่าแรงขั้นต่ำ 3,000 บาท/งาน
แล้วค่อยคิดเพิ่มเมื่อพื้นที่เกินกำหนด
วิธีคิดค่าแรงสำหรับงานจำนวนมาก
งาน 1,000–10,000 ตร.ม. ควรต่อรองเป็น Project Rate
ตัวอย่าง
| พื้นที่ | ค่าแรงสมมติ |
| 50 ตร.ม. | 170 บาท |
| 100 ตร.ม. | 160 บาท |
| 300 ตร.ม. | 150 บาท |
| 500 ตร.ม. | 140 บาท |
| 1,000 ตร.ม. | 125 บาท |
| 3,000 ตร.ม. | 115 บาท |
นี่เป็นตัวอย่างโครงสร้างราคา ไม่ใช่ราคากลางบังคับ
ค่าแรงกับการรับประกันงาน
ผู้รับเหมาควรระบุว่า
รับประกันเฉพาะงานติดตั้งตาม Scope
หรือ
รับประกันงานติดตั้ง X ปี
และควรแยกออกจาก
การรับประกันตัวสินค้า
เพราะการรับประกันสินค้าและการรับประกันฝีมือช่างเป็นคนละส่วน
ทำไมต้องเลือกวัสดุให้ถูกต้องก่อนติดตั้ง?
ค่าแรงติดตั้งที่ดีไม่สามารถชดเชยวัสดุที่ไม่เหมาะกับหน้างานได้
ก่อนเริ่มงานควรตรวจ
- รุ่น
- สี
- Batch
- ความหนา
- Wear Layer
- ขนาดแผ่น
- ระบบ Click Lock
- จำนวนกล่อง
และตรวจสินค้าให้ครบก่อนเริ่มงาน
การรับวัสดุหน้างานมีผลกับต้นทุนแรงงาน
หากช่างเข้าหน้างานแล้วพบว่าวัสดุไม่ครบ
ทีมช่างอาจต้องหยุด
สมมติทีม 4 คน
ต้นทุนวันละ 3,000 บาท
หากวัสดุไม่ครบ 1 วัน
ต้นทุนสูญเสีย
= 3,000 บาท
แต่ยังไม่รวม
- ค่าเดินทาง
- ค่าเสียโอกาส
- การเลื่อน Schedule
- ค่าแรงงานอื่น
ดังนั้นผู้รับเหมาควรตรวจวัสดุก่อนส่งทีม
สูตรคำนวณค่าแรงที่แนะนำสำหรับผู้รับเหมา
สามารถใช้สูตรนี้เป็น Framework
ราคาค่าแรงขาย = (ค่าแรงทีม + ค่าเดินทาง + ค่าเครื่องมือ + ค่าเตรียมงาน + ค่า Overhead + Risk) ÷ (1 – Margin)
โดยแยกงานติดตั้งหลักออกจากงานพิเศษ
ค่าแรงทีม
ต้นทุนแรงงานจริง
ค่าเดินทาง
รถ / น้ำมัน / ที่พัก
ค่าเครื่องมือ
ค่าเสื่อมและการบำรุงรักษา
Overhead
ค่าใช้จ่ายบริษัท
Risk
ความเสี่ยงของโครงการ
Margin
กำไรที่ต้องการ
ตัวอย่างสูตรแบบเต็ม
สมมติ
ค่าแรงทีม
= 40,000
เดินทาง
= 5,000
เครื่องมือ
= 3,000
บริหาร
= 7,000
Risk
= 5,000
ต้นทุนรวม
= 60,000 บาท
ต้องการ Margin 20%
ราคาขาย
= 60,000 ÷ 0.80
= 75,000 บาท
หากพื้นที่ 500 ตร.ม.
75,000 ÷ 500
= 150 บาท/ตร.ม.
ดังนั้นราคาที่เสนอ
150 บาท/ตร.ม
วิธีคิดค่าแรงให้แข่งขันได้และยังมีกำไร
ผู้รับเหมามักเจอปัญหา 2 แบบ
แบบที่ 1
ราคาถูกมาก
ปิดงานง่าย แต่กำไรต่ำ
แบบที่ 2
ราคาสูงมาก
กำไรต่อหน่วยสูง แต่ปิดงานยาก
ทางออกคือ
อย่าพยายามเป็นผู้รับเหมาที่ถูกที่สุด ให้เป็นผู้รับเหมาที่ “ราคาสมเหตุสมผลและ Scope ชัดเจนที่สุด”
ลูกค้าโครงการจำนวนมากไม่ได้เลือกจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
แต่พิจารณา
- ความน่าเชื่อถือ
- Schedule
- ทีมช่าง
- คุณภาพ
- Warranty
- ความสามารถในการส่งมอบ
ค่าแรง SPC กับต้นทุนรวมของโครงการ
หากค่าวัสดุ
= 350 บาท/ตร.ม.
ค่าแรง
= 150 บาท/ตร.ม.
วัสดุประกอบ
= 30 บาท/ตร.ม.
รวม
= 530 บาท/ตร.ม.
ดังนั้นค่าแรงคิดเป็น
150 ÷ 530 × 100
= ประมาณ 28.3%
นี่ช่วยให้ผู้รับเหมามองเห็นว่าแรงงานมีสัดส่วนเท่าไรในต้นทุนรวม
วิธีควบคุมต้นทุนแรงงาน
1. กำหนด Productivity Target
เช่น
70–100 ตร.ม./วัน/ทีม
ตามสภาพหน้างาน
2. ทำ Daily Report
บันทึก
- จำนวนคน
- พื้นที่ติดตั้ง
- ชั่วโมงทำงาน
- ปัญหาหน้างาน
- วัสดุใช้จริง
3. เปรียบเทียบ Estimate กับ Actual
ตัวอย่าง
Estimate
2 วัน
Actual
3 วัน
ต้องหาสาเหตุว่าเพราะอะไร
ค่าแรงที่ดีต้องมาจากข้อมูลจริง
หลังจบงานทุกโครงการควรเก็บข้อมูล
| ข้อมูล | ผล |
| พื้นที่ | 500 ตร.ม. |
| ทีม | 4 คน |
| วันทำงาน | 4 วัน |
| Productivity | 125 ตร.ม./วัน |
| ค่าแรงทีม | 24,000 |
| ค่าเดินทาง | 3,000 |
| ค่าเครื่องมือ | 2,000 |
| ต้นทุนรวม | 29,000 |
เมื่อมีข้อมูล 10–20 โครงการ ผู้รับเหมาจะสามารถสร้างฐานข้อมูลค่าแรงของบริษัทเองได้
ซึ่งแม่นยำกว่าการอ้างราคาจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว
สรุปสูตรสำคัญทั้งหมด
สูตรที่ 1: ค่าแรงปู
พื้นที่ × ค่าแรง/ตร.ม.
สูตรที่ 2: ค่ารื้อ
พื้นที่ × ค่ารื้อ/ตร.ม.
สูตรที่ 3: ค่าบัว
ความยาว × ค่าแรง/เมตร
สูตรที่ 4: ค่าตัดประตู
จำนวนบาน × ราคา/บาน
สูตรที่ 5: ต้นทุนแรงงาน
จำนวนคน × ค่าแรง/วัน × จำนวนวัน
สูตรที่ 6: Productivity
พื้นที่ติดตั้ง ÷ จำนวนวัน
สูตรที่ 7: ต้นทุนต่อ ตร.ม.
ต้นทุนรวม ÷ พื้นที่
สูตรที่ 8: ราคาขายตาม Margin
ต้นทุน ÷ (1 – Margin)
ตัวอย่างคำนวณแบบสั้นที่สุด
สมมติ
พื้นที่ = 200 ตร.ม.
ค่าแรง = 150 บาท/ตร.ม.
ดังนั้น
200 × 150 = 30,000 บาท
มีบัว 100 เมตร
ค่าแรงบัว = 80 บาท/เมตร
100 × 80 = 8,000 บาท
รื้อพื้นเดิม
200 × 50 = 10,000 บาท
ขนเศษ
2,000 บาท
รวม
30,000 + 8,000 + 10,000 + 2,000
= 50,000 บาท
ถ้าลูกค้าถามว่า “ค่าแรง SPC ตารางเมตรละเท่าไร?”
คำตอบที่มืออาชีพควรเป็น
“ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพหน้างานครับ/ค่ะ งานติดตั้งมาตรฐานอาจอยู่ประมาณ 100–150 บาท/ตร.ม. ส่วนงานที่ต้องรื้อพื้น ปรับระดับ มีหลายห้อง มีเสา หรือต้องเก็บรายละเอียดมาก ราคาจะเพิ่มตาม Scope งาน เพื่อให้เสนอราคาได้ตรงที่สุด ขอขนาดพื้นที่และภาพหน้างานก่อนประเมินครับ/ค่ะ”
คำตอบแบบนี้ดีกว่าการบอกตัวเลขเดียว
เพราะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดตั้งแต่แรก
ถ้าลูกค้าถาม “ทำไมค่าแรงแพง?”
ไม่ควรตอบเพียง
“เพราะงานยากครับ”
แต่ควรอธิบายว่า
ราคาประกอบด้วย
- ค่าแรงช่าง
- ค่าเตรียมงาน
- ค่าตัดและเก็บรายละเอียด
- ค่าขนย้าย
- ค่าเครื่องมือ
- ค่าเดินทาง
- การรับประกันงาน
และแสดง BOQ ให้เห็น
ลูกค้าจะเข้าใจง่ายขึ้น
ผู้รับเหมาควรใช้ค่าแรงเดียวทุกจังหวัดหรือไม่?
ไม่ควร
เพราะต้นทุนแรงงานแตกต่างกัน
นอกจากนี้ยังมี
- ค่าเดินทาง
- ค่าเช่าที่พัก
- ค่าอาหาร
- ค่าขนส่ง
ดังนั้นบริษัทที่รับงานทั่วประเทศควรมี
Regional Rate Card
เช่น
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล
- ภาคกลาง
- ภาคตะวันออก
- ภาคเหนือ
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ภาคใต้
แล้วปรับตามต้นทุนจริง
วิธีคิดค่าแรงสำหรับผู้รับเหมาที่รับงานจาก Developer
Developer มักต้องการ
- BOQ
- Schedule
- ราคาต่อหน่วย
- ราคาสุทธิ
- VAT
- Warranty
- เงื่อนไขการชำระเงิน
ดังนั้นควรเตรียม Rate Card และ BOQ Template ไว้ล่วงหน้า
ค่าแรงกับเงื่อนไขการชำระเงิน
สมมติผู้รับเหมามีงาน
500,000 บาท
แต่ลูกค้าจ่าย
- 30% เริ่มงาน
- 40% ระหว่างงาน
- 30% หลังส่งมอบ
ผู้รับเหมาต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับ
- ค่าแรง
- ค่าวัสดุ
- ขนส่ง
- ค่าใช้จ่ายไซต์
ดังนั้นการตั้งราคาไม่ควรดูแค่กำไร แต่ควรดู Cash Flow ด้วย
วิธีตั้งราคาสำหรับงานที่ต้องรับประกัน
หากบริษัทรับประกันงานติดตั้ง
ต้องมีต้นทุน Risk
ตัวอย่าง
ทุก 100 งาน
มี 2 งานที่ต้องกลับไปแก้
ต้นทุนเฉลี่ย
= 1,000 บาท/งาน
ต้นทุน Warranty เฉลี่ย
= 20 บาท/งาน
แม้จำนวนไม่มาก แต่เมื่อทำงานจำนวนมากก็มีผลกับกำไร
วิธีทำระบบฐานข้อมูลค่าแรง SPC
แนะนำให้สร้าง Spreadsheet มีคอลัมน์
- วันที่
- ลูกค้า
- จังหวัด
- ประเภทโครงการ
- พื้นที่
- รูปแบบการปู
- จำนวนช่าง
- จำนวนวัน
- ค่าแรง
- ค่าเดินทาง
- ค่าขนส่ง
- ค่าเตรียมพื้น
- ค่าใช้จ่ายอื่น
- ราคาขาย
- กำไร
- Margin
- ปัญหาหน้างาน
เมื่อสะสมข้อมูลแล้ว บริษัทจะรู้ว่า
งานประเภทไหนกำไรดีที่สุด
และ
งานประเภทไหนควรขึ้นราคา
KPI ที่ผู้รับเหมาควรติดตาม
KPI 1: ต้นทุนแรงงาน/ตร.ม.
KPI 2: Productivity/วัน
KPI 3: Gross Margin
KPI 4: Rework Rate
KPI 5: Waste Rate
KPI 6: ระยะเวลาส่งมอบ
KPI 7: จำนวน Complaint
นี่จะช่วยเปลี่ยนการคิดค่าแรงจาก “ประสบการณ์” เป็น “Data Driven Pricing”
สรุปวิธีคิดค่าแรงติดตั้งพื้น SPC สำหรับผู้รับเหมา
วิธีคิดค่าแรงติดตั้งพื้น SPC ที่ดีที่สุดไม่ใช่การถามว่า
“ตลาดคิดตารางเมตรละเท่าไร?”
เพียงอย่างเดียว
แต่ควรถามว่า
“ต้นทุนจริงของงานนี้คือเท่าไร และเราต้องขายเท่าไรจึงจะได้กำไรตามเป้าหมาย?”
สูตรพื้นฐานคือ
ค่าแรงติดตั้ง = พื้นที่ติดตั้ง × ค่าแรงต่อตารางเมตร
แต่ในงานจริงควรเพิ่ม
ค่ารื้อ + ค่าเตรียมพื้น + ค่าบัว + ค่าตัดประตู + ค่าขนส่ง + ค่าเดินทาง + งานพิเศษ
จากนั้นจึงคำนวณ Margin
ราคาขาย = ต้นทุนรวม ÷ (1 – Margin)
สำหรับงานทั่วไป ค่าแรงติดตั้ง SPC แบบมาตรฐานอาจอยู่ในช่วงประมาณ 100–150 บาท/ตร.ม. ขณะที่งานซับซ้อนอาจสูงกว่านั้น และข้อมูลราคาปัจจุบันบนเว็บไซต์ Enoch ระบุช่วงค่าแรงเฉลี่ยประมาณ 130–200 บาท/ตร.ม. ขึ้นกับประเภทงาน ดังนั้นไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกโครงการ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ สำรวจหน้างานก่อนเสนอราคา
เพราะพื้น SPC แม้จะเป็นระบบ Click Lock และมีขั้นตอนติดตั้งที่ค่อนข้างเป็นระบบ แต่คุณภาพของพื้นเดิม การเตรียมพื้น ความชื้น ความเรียบของพื้นที่ รวมถึงรายละเอียดรอบผนัง ประตู และวงกบ ล้วนมีผลต่อเวลาและต้นทุนของงานติดตั้ง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าแรงติดตั้งพื้น SPC
Q1. ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC ตารางเมตรละกี่บาท?
ขึ้นอยู่กับหน้างาน โดยงานมาตรฐานอาจอยู่ประมาณ 100–150 บาท/ตร.ม. และงานที่ซับซ้อนอาจสูงกว่านี้ ตัวเลขจริงควรประเมินจากพื้นที่และ Scope งาน
Q2. ค่าแรง SPC รวมค่ารื้อพื้นเดิมหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องรวม ควรแยกเป็นรายการใน BOQ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
Q3. พื้น 100 ตารางเมตร ค่าแรงเท่าไร?
หากใช้สมมติฐาน 150 บาท/ตร.ม.
100 × 150
= 15,000 บาท
แต่หากมีงานรื้อ ปรับพื้น บัว หรือขนเศษ ต้องคิดเพิ่ม
Q4. ปู SPC ต้องปรับพื้นหรือไม่?
หากพื้นเดิมไม่เรียบตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ต้องแก้ไขก่อนติดตั้ง โดย Enoch ระบุค่าความต่างระดับของพื้นไม่เกิน 3 มม. ในระยะ 2 เมตรเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเตรียมพื้น
Q5. ค่าแรงติดตั้งรวมค่าบัวหรือไม่?
ไม่เสมอไป ควรระบุในใบเสนอราคา
Q6. งานก้างปลาค่าแรงแพงกว่าปูตรงหรือไม่?
โดยทั่วไปควรสูงกว่า เพราะต้องใช้เวลาในการจัดแนวและตัดวัสดุมากกว่า
Q7. พื้นที่น้อยควรคิดอย่างไร?
ควรมี Minimum Charge เพราะมีต้นทุนเดินทางและ Set Up แม้พื้นที่จะน้อย
Q8. งานต่างจังหวัดคิดค่าแรงอย่างไร?
คิดค่าแรงตามพื้นที่ และแยกค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร และขนส่งตามความเหมาะสม
Q9. ควรคิดค่าแรงจากพื้นที่เผื่อเศษหรือไม่?
ควรระบุหลักเกณฑ์ในสัญญาให้ชัดเจน เพราะพื้นที่เผื่อเศษเป็นส่วนของการจัดซื้อวัสดุ ขณะที่ค่าแรงอาจคิดจากพื้นที่ติดตั้งจริง
Q10. ผู้รับเหมาควรบวกกำไรกี่เปอร์เซ็นต์?
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจและความเสี่ยงของงาน ควรคำนวณจากต้นทุนจริงแล้วกำหนด Margin เป้าหมายแทนการเดาตัวเลข
Q11. ค่าแรงติดตั้งกับราคาพร้อมติดตั้งต่างกันอย่างไร?
ค่าแรงติดตั้งหมายถึงค่าแรงช่าง ส่วนราคาพร้อมติดตั้งอาจรวมวัสดุ ค่าแรง วัสดุประกอบ และงานอื่นตาม Scope
Q12. ต้องดูพื้นเดิมก่อนเสนอราคาหรือไม่?
ควรดู เพราะสภาพพื้นเดิมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทั้งเวลาและต้นทุน
Q13. ต้องเผื่อเวลาเตรียมพื้นก่อนติดตั้งหรือไม่?
ควรเผื่อ เพราะการเตรียมพื้นและการปรับสภาพวัสดุอาจมีผลต่อ Schedule โดยเงื่อนไขของ Enoch ระบุการปรับสภาพวัสดุ 24–48 ชั่วโมงก่อนติดตั้ง
Q14. ผู้รับเหมาควรทำ BOQ หรือไม่?
ควร โดยเฉพาะงานโครงการ เพราะช่วยแยกค่าแรงหลักและงานพิเศษได้ชัดเจน
Q15. วิธีคิดค่าแรงที่แม่นที่สุดคืออะไร?
ใช้ต้นทุนจริงของทีม + Productivity + ค่าใช้จ่ายแฝง + Risk + Margin
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- วิธีคำนวณจำนวนพื้น SPC สำหรับโครงการ พร้อมสูตรเผื่อเศษ
- ราคาพื้น SPC พร้อมติดตั้ง ปี 2026
- เงื่อนไขการรับประกันและข้อกำหนดการติดตั้งพื้น SPC
- คู่มือพื้น SPC ครบวงจร
- พื้น SPC สำหรับผู้รับเหมา
บทสรุปสำหรับผู้รับเหมา
การคิด ค่าแรงติดตั้งพื้น SPC อย่างมืออาชีพไม่ควรใช้เพียงราคาต่อตารางเมตรจากตลาด แต่ต้องวิเคราะห์ต้นทุนของแต่ละโครงการ
สูตรเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือ
พื้นที่ × ค่าแรงต่อตารางเมตร
แต่สูตรที่เหมาะกับงานจริงควรเป็น
ต้นทุนแรงงาน + ค่าเตรียมพื้น + ค่ารื้อ + ค่าเดินทาง + ค่าเครื่องมือ + ค่าขนส่ง + ค่า Overhead + Risk + Margin
จากนั้นแยกทุกอย่างออกเป็น BOQ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจและผู้รับเหมาควบคุมกำไรได้
สำหรับผู้รับเหมาที่รับงาน SPC เป็นประจำ แนะนำให้สร้าง Rate Card + BOQ Template + ฐานข้อมูล Productivity ของบริษัทเอง เพราะเมื่อมีข้อมูลจากหน้างานจริงหลายโครงการ จะสามารถตั้งราคาที่แม่นยำและแข่งขันได้มากกว่าการใช้ราคาตลาดแบบกว้าง ๆ
และที่สำคัญที่สุดคือ
อย่าประเมินค่าแรงจากจำนวนตารางเมตรเพียงอย่างเดียว ให้ประเมิน “ความยากของงาน” ควบคู่กับ “ต้นทุนจริง” ทุกครั้ง
หากต้องการคำนวณปริมาณพื้น SPC ควบคู่กับค่าแรง ผู้รับเหมาสามารถใช้เครื่องคำนวณพื้นที่ SPC ของ Enoch เพื่อประเมินพื้นที่ใช้งาน พื้นที่เผื่อเศษ จำนวนกล่อง จำนวนแผ่น และราคาวัสดุเบื้องต้นได้
สำหรับผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการที่ต้องการสอบถามราคาพื้น SPC จำนวนมาก ควรเตรียมข้อมูลพื้นที่ แบบ Floor Plan รูปหน้างาน รุ่น/สีที่ต้องการ และกำหนดการติดตั้ง เพื่อให้สามารถประเมินวัสดุและค่าแรงได้แม่นยำยิ่งขึ้น
กำลังประเมินงานพื้น SPC สำหรับบ้าน คอนโด ออฟฟิศ โรงแรม หรือโครงการอยู่หรือไม่?
ส่งข้อมูล พื้นที่/BOQ/Floor Plan/จำนวนตารางเมตร/รุ่นที่ต้องการ ให้ทีม Enoch ประเมินปริมาณวัสดุและเสนอราคาสำหรับงานโครงการได้ เพื่อช่วยให้ผู้รับเหมาวางต้นทุนวัสดุและค่าแรงได้แม่นยำมากขึ้น
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
https://enochthailand.com/หรือดูตัวอย่างสินค้าและรุ่นต่าง ๆ ได้ที่
Enoch SPC 4 มม.
Enoch SPC 5.5 มม.
Enoch SPC 6.5 มม.
Enoch SPC PREMIUM รุ่น ELITE PRIME 4 มม.
Enoch พื้น SPC พรีเมี่ยม ซีรีย์ รุ่น NBL
ผ่านการทดสอบ รับรองมาตรฐาน
ติดต่อทีมงานเพื่อรับราคาโครงการ / ใบเสนอราคา / ตัวอย่างสินค้า
Tel. 096-152 3339
แอดไลน์ @enochth
คลิก https://lin.ee/y58u0WW
FB: https://www.facebook.com/enochthailand/
IG: https://www.instagram.com/enochflooring/
TikTok : https://www.tiktok.com/@enoch.thailand
Youtube: https://lnkd.in/df5ahruH
หน้าร้านเราก็มี! ปักหมุด Google Map ที่ https://maps.app.goo.gl/zoEyaqCgCY6bw48M7
แผนที่ตั้งโชว์รูม
บริษัท อีโนช ฟลูริง (ไทยแลนด์) จำกัด
Show Room : 38/109-110 หมู่ 19 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ








