วิธีวางแผนสต็อกพื้น SPC สำหรับโครงการ ลดปัญหาของขาดระหว่างก่อสร้าง
ทำไม “พื้น SPC ของขาด” จึงเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิดในงานโครงการ
สำหรับงานก่อสร้าง รีโนเวท และงานตกแต่งภายใน ไม่ว่าจะเป็น บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ท อาคารสำนักงาน ร้านค้า โชว์รูม หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ พื้น SPC เป็นหนึ่งในวัสดุที่ต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างจริงจัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เหตุผลไม่ได้อยู่เพียงว่าพื้น SPC เป็นวัสดุปูพื้นที่ต้องใช้ตามจำนวนตารางเมตร แต่ยังเกี่ยวข้องกับ รุ่น สี ล็อตการผลิต จำนวนกล่อง พื้นที่ต่อกล่อง รอบการส่งสินค้า ระยะเวลาติดตั้ง และลำดับงานก่อสร้าง
สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาเล็ก เช่น
“พื้นขาดอีก 80 ตารางเมตร เดี๋ยวสั่งเพิ่ม”
อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโครงการได้ทันที หากสินค้ารุ่นหรือสีเดียวกันไม่มีของพร้อมส่ง
เพราะการสั่งเพิ่มในภายหลังอาจมีความเสี่ยง เช่น
- สินค้ารุ่นเดิมไม่มีสต็อก
- ต้องรอรอบนำเข้า
- ได้สินค้าคนละล็อต
- สีหรือลายมีความแตกต่างจากล็อตเดิม
- การผลิตหรือการขนส่งล่าช้า
- ทีมติดตั้งต้องหยุดงาน
- งานส่วนอื่นต้องเลื่อนตาม
- เกิดค่าแรงรอ
- เกิดค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มเติม
- กระทบกำหนดส่งมอบห้องหรืออาคาร
- ต้องแก้ไขแผนงานของผู้รับเหมาหลายทีม
ดังนั้น การวางแผนสต็อกพื้น SPC สำหรับโครงการจึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องของฝ่ายจัดซื้อ แต่ควรเป็น ระบบบริหารวัสดุร่วมกันระหว่างเจ้าของโครงการ Architect, Interior Designer, QS, Procurement, Contractor, Site Engineer, ฝ่ายคลังสินค้า และ Supplier
เว็บไซต์ Enoch Thailand มีเครื่องมือและแนวทางสำหรับคำนวณปริมาณพื้น SPC โดยพิจารณาทั้งพื้นที่ จำนวนกล่อง พื้นที่เผื่อเศษ และข้อมูลสินค้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวางแผนจัดซื้อในงานโครงการ
บทความนี้จะพาไปตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือ การถอดปริมาณจากแบบ ไปจนถึงการกำหนด Safety Stock, Reorder Point, Delivery Schedule และระบบควบคุมล็อตสินค้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยง “ของขาดกลางงาน”
การวางแผนสต็อกพื้น SPC สำหรับโครงการคืออะไร?
การวางแผนสต็อกพื้น SPC สำหรับโครงการ คือกระบวนการกำหนดว่า
- ต้องใช้พื้น SPC รุ่นอะไร
- สีอะไร
- Specification เท่าไร
- ใช้จำนวนกี่ตารางเมตร
- ต้องสั่งกี่กล่อง
- ต้องเผื่อเศษเท่าไร
- ต้องมีวัสดุสำรองเท่าไร
- ต้องส่งของเมื่อใด
- ต้องแบ่งส่งกี่งวด
- ต้องเก็บสินค้าไว้ที่ใด
- ต้องตรวจล็อตสินค้าอย่างไร
- ต้องมีแผนสำรองหากสินค้าไม่เพียงพอ
เป้าหมายไม่ใช่การมีสินค้าในคลัง “เยอะที่สุด”
แต่คือ
มีสินค้าเพียงพอในเวลาที่ต้องใช้ โดยไม่สั่งเกินจนกลายเป็นต้นทุนจม
นี่คือหัวใจของการบริหารสต็อกสำหรับงานโครงการ
ทำไมการสั่งพื้น SPC สำหรับโครงการจึงไม่ควรใช้แค่ “พื้นที่รวม × เปอร์เซ็นต์เผื่อ”
วิธีง่ายที่สุดที่หลายโครงการใช้คือ
พื้นที่รวม × 1.05 = ปริมาณสั่งซื้อ
ตัวอย่าง
โครงการใช้พื้น 5,000 ตร.ม.
เผื่อ 5%
5,000 × 1.05 = 5,250 ตร.ม.
วิธีนี้สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ ไม่ควรใช้เป็นระบบวางแผนสต็อกทั้งหมด
เพราะพื้นที่ 5,000 ตร.ม. อาจประกอบด้วย
- ห้องนอน
- ห้องนั่งเล่น
- Corridor
- Lobby
- ห้องประชุม
- ห้องพัก
- Common Area
- พื้นที่รูปทรงซับซ้อน
- พื้นที่ที่มีเสา
- พื้นที่ที่มีมุมจำนวนมาก
- พื้นที่ที่ใช้คนละสี
- พื้นที่ที่ใช้คนละรุ่น
ดังนั้นต้องแยกให้ได้ว่า
“ปริมาณที่ต้องใช้จริง” ต่างจาก “ปริมาณที่ควรสั่ง” อย่างไร
โครงสร้างข้อมูลที่ควรมี ก่อนเริ่มวางแผนสต็อก
ก่อนสั่งพื้น SPC สำหรับโครงการ ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย 10 กลุ่ม
3.1 ข้อมูลโครงการ
ควรมี
- ชื่อโครงการ
- สถานที่
- ประเภทโครงการ
- จำนวนอาคาร
- จำนวนชั้น
- จำนวนยูนิต
- พื้นที่รวม
- วันเริ่มงาน
- วันเริ่มติดตั้งพื้น
- วันส่งมอบ
- ผู้รับผิดชอบ
3.2 ข้อมูลแบบก่อสร้าง
ต้องใช้ Drawing Revision ล่าสุด
เพราะแบบอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดโครงการ
ตัวอย่างเช่น
Revision A
พื้นที่ SPC = 4,800 ตร.ม.
ต่อมา Interior เปลี่ยน Layout
Revision B
พื้นที่ SPC = 5,050 ตร.ม.
หากฝ่ายจัดซื้อยังใช้ข้อมูล Revision A จะเกิดปัญหาทันที
ดังนั้นทุกครั้งที่ถอดปริมาณควรบันทึก
Drawing Revision / วันที่ / ผู้อนุมัติ
แยก BOQ กับ Stock Plan ออกจากกัน
สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
BOQ บอกว่า “ต้องใช้เท่าไร”
ตัวอย่าง
| รายการ | ปริมาณ |
|---|---|
| ห้องพัก Type A | 2,000 ตร.ม. |
| ห้องพัก Type B | 1,500 ตร.ม. |
| Corridor | 500 ตร.ม. |
| Lobby | 300 ตร.ม. |
| Office | 200 ตร.ม. |
| รวม | 4,500 ตร.ม. |
แต่ Stock Plan ต้องตอบเพิ่มว่า
ต้องมีสินค้าอยู่ที่ไหน และเมื่อไร
ตัวอย่าง
| เดือน | ต้องใช้ | ต้องส่ง |
| ต.ค. | 800 ตร.ม. | 850 |
| พ.ย. | 1,200 ตร.ม. | 1,200 |
| ธ.ค. | 1,500 ตร.ม. | 1,500 |
| ม.ค. | 1,000 ตร.ม. | 1,050 |
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
Quantity Planning
กับ
Inventory Planning
ขั้นตอนที่ 1: ถอดพื้นที่จริงก่อนสั่งพื้น SPC
ไม่ควรใช้เพียงพื้นที่จากเอกสารประมาณการ หากโครงการมีแบบละเอียดแล้ว
ควรถอดพื้นที่จาก
- Floor Plan
- Room Layout
- Flooring Layout
- Interior Drawing
- Shop Drawing
- BOQ
- Material Schedule
และตรวจสอบให้ข้อมูลตรงกัน
แยกพื้นที่ตามประเภทห้อง
วิธีที่เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่คือการแบ่งพื้นที่เป็น Type
ตัวอย่างคอนโด
| Type | จำนวน | พื้นที่ SPC/ยูนิต | รวม |
| A | 100 | 35 ตร.ม. | 3,500 |
| B | 50 | 45 ตร.ม. | 2,250 |
| C | 30 | 60 ตร.ม. | 1,800 |
| D | 20 | 80 ตร.ม. | 1,600 |
รวม
9,150 ตร.ม.
จากนั้นจึงแยกพื้นที่ส่วนกลางออกมา
เช่น
- Corridor = 1,000 ตร.ม.
- Lobby = 500 ตร.ม.
- Lounge = 300 ตร.ม.
รวมทั้งโครงการ
10,950 ตร.ม.
การแยกแบบนี้ช่วยให้สามารถวางแผนสั่งซื้อและส่งสินค้าเป็นงวดได้ง่ายกว่าการมองว่า
“โครงการนี้ใช้ 10,950 ตร.ม.”
เพียงตัวเลขเดียว
แนวทางการถอด BOQ สำหรับงาน SPC ของ Enoch ก็เน้นการแยกพื้นที่ตาม Type และพื้นที่ใช้งาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบผลกระทบเมื่อแบบมีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 2: แยก “พื้นที่ติดตั้งจริง” กับ “พื้นที่ประมาณการ”
นี่เป็นจุดที่ผู้รับเหมาควรระวังมาก
ตัวเลขพื้นที่ห้องในแบบอาจไม่เท่ากับพื้นที่ที่ต้องปู SPC
เพราะอาจมี
- พื้นที่ห้องน้ำ
- Pantry
- Built-in
- ตู้
- พื้นที่กระเบื้อง
- พื้นที่อื่นที่ไม่ใช้ SPC
ดังนั้น
อย่านำพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดมาคิดเป็นพื้นที่ SPC โดยอัตโนมัติ
ขั้นตอนที่ 3: กำหนด Specification ก่อนคำนวณสต็อก
พื้น SPC ไม่ได้มีเพียง “สี”
ต้องระบุอย่างน้อย
- Brand
- Model
- Color
- Thickness
- Wear Layer
- ขนาดแผ่น
- ระบบติดตั้ง
- Underlayment
- พื้นที่ต่อกล่อง
- จำนวนแผ่นต่อกล่อง
- Lot
- Packaging
เพราะสินค้าที่ดูเหมือนเป็นรุ่นเดียวกันอาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน
สำหรับงานโครงการ BOQ จึงควรระบุ Specification อย่างละเอียด ไม่ควรเขียนเพียง “SPC Flooring 500 ตร.ม.”
ทำไม “พื้นที่ต่อกล่อง” สำคัญมาก
สมมติว่าโครงการต้องใช้
1,000 ตร.ม.
แต่สินค้า A
1 กล่อง = 2.855 ตร.ม.
จำนวนกล่อง
1,000 ÷ 2.855
≈ 350.26
ต้องปัดขึ้น
= 351 กล่อง
พื้นที่จริง
351 × 2.855
= 1,002.105 ตร.ม.
ดังนั้นการสั่งซื้อจริงต้องคำนวณจาก
จำนวนกล่อง
ไม่ใช่เพียงจำนวนตารางเมตร
สูตรพื้นฐานสำหรับวางแผนสต็อกพื้น SPC
สูตรที่ 1: พื้นที่รวม
พื้นที่ = กว้าง × ยาว
สูตรที่ 2: พื้นที่หลังเผื่อเศษ
พื้นที่สั่งซื้อ = พื้นที่ติดตั้งจริง × (1 + Waste%)
ตัวอย่าง
พื้นที่จริง 1,000 ตร.ม.
เผื่อ 5%
= 1,000 × 1.05
= 1,050 ตร.ม.
สูตรที่ 3: จำนวนกล่อง
จำนวนกล่อง = ROUNDUP(พื้นที่สั่งซื้อ ÷ ตร.ม./กล่อง)
สูตรที่ 4: พื้นที่สินค้าที่สั่งจริง
จำนวนกล่อง × ตร.ม./กล่อง
ควรเผื่อเศษพื้น SPC กี่เปอร์เซ็นต์?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ
เพราะ Waste ขึ้นอยู่กับ
- รูปทรงพื้นที่
- จำนวนห้อง
- จำนวนมุม
- แนวปู
- ขนาดแผ่น
- Pattern
- การตัดรอบเสา
- ช่องเปิด
- ขนาดพื้นที่
- ฝีมือช่าง
- การวาง Layout
แนวทางที่ Enoch เผยแพร่สำหรับการคำนวณโครงการอยู่ประมาณ 3–10% ตามประเภทพื้นที่ และอาจสูงกว่านั้นสำหรับ Pattern พิเศษ เช่น ลายก้างปลา โดยควรพิจารณา Layout จริงประกอบ ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์แบบตายตัว
ตัวอย่างแนวคิด
| ลักษณะพื้นที่ | แนวทางเริ่มต้น |
| ห้องสี่เหลี่ยมง่าย | 3–5% |
| บ้านพักอาศัย | ประมาณ 5% |
| คอนโด | 5–7% |
| สำนักงาน | 5–7% |
| ร้านค้า | 5–8% |
| โรงแรม | 7–10% |
| พื้นที่ซับซ้อน | 7–10%+ |
| Pattern พิเศษ | อาจ 10–15%+ |
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นแนวทางเบื้องต้น ต้องปรับตาม Flooring Layout และวิธีติดตั้งจริง
อย่าสับสนระหว่าง Waste กับ Safety Stock
นี่คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย
Waste
คือวัสดุที่คาดว่าจะสูญเสียระหว่างการติดตั้ง เช่น
- ตัดปลาย
- ตัดเข้ามุม
- ตัดรอบเสา
- แผ่นที่ใช้ไม่ได้ตาม Layout
Safety Stock
คือวัสดุสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่น
- สินค้าเสียหาย
- กล่องเสียหาย
- งานแก้ไข
- งาน Variation
- ความคลาดเคลื่อนของปริมาณ
- การสั่งเพิ่มระหว่างงาน
- งานซ่อม
ดังนั้น
Waste ≠ Safety Stock
ระบบสต็อกที่ดีควรแบ่งเป็น 4 ระดับ
สำหรับโครงการขนาดกลางถึงใหญ่ แนะนำให้แบ่งปริมาณเป็น
Level 1 — Required Quantity
ปริมาณที่ต้องติดตั้งจริง
Level 2 — Installation Waste
ปริมาณเผื่อเศษจากการติดตั้ง
Level 3 — Project Buffer
ปริมาณสำรองเพื่อรับมือความคลาดเคลื่อนของโครงการ
Level 4 — Maintenance Reserve
ปริมาณที่เก็บไว้สำหรับซ่อมแซมในอนาคต
โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นว่า
“ของที่มีเกินจากพื้นที่จริงนั้นเกินเพราะอะไร”
แทนที่จะเห็นเพียงว่า
“มีของเหลือ 300 ตร.ม.”
ตัวอย่างการคำนวณโครงการ 5,000 ตร.ม.
สมมติ
พื้นที่ติดตั้งจริง
5,000 ตร.ม.
Waste
5%
ดังนั้น
5,000 × 1.05
= 5,250 ตร.ม.
สมมติสินค้า
2.855 ตร.ม./กล่อง
จำนวนกล่อง
5,250 ÷ 2.855
≈ 1,839.0
ดังนั้นต้องสั่งประมาณ
1,839 กล่อง
พื้นที่สินค้าจริง
1,839 × 2.855
≈ 5,249.45 ตร.ม.
กรณีนี้ต้องตรวจสอบการปัดเศษและ Packaging ของ Supplier ก่อนออก PO จริง
ขั้นตอนที่ 4: อย่าสั่งสินค้าทั้งโครงการในวันเดียวโดยไม่ดู Schedule
นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบในงานโครงการ
สมมติโครงการใช้
10,000 ตร.ม.
ฝ่ายจัดซื้ออาจคิดว่า
“สั่งทั้งหมดทีเดียวเลย จะได้จบ”
ฟังดูง่าย แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกโครงการ
เพราะต้องพิจารณา
- พื้นที่จัดเก็บ
- Cash Flow
- ระยะเวลาก่อสร้าง
- ความปลอดภัย
- การเคลื่อนย้าย
- ความเสียหายจากหน้างาน
- ความเสี่ยงจากแบบเปลี่ยน
- ความเสี่ยงจากสินค้าเปลี่ยนล็อต
ดังนั้นบางโครงการควรใช้ระบบ
Phased Delivery
หรือการแบ่งส่งสินค้าเป็นงวด
ตัวอย่างการแบ่งส่งพื้น SPC
โครงการต้องใช้ 10,000 ตร.ม.
แบ่งเป็น
| งวด | ปริมาณ |
| งวด 1 | 2,000 ตร.ม. |
| งวด 2 | 2,500 ตร.ม. |
| งวด 3 | 2,500 ตร.ม. |
| งวด 4 | 2,000 ตร.ม. |
| Reserve | 1,000 ตร.ม. |
แต่การแบ่งส่งไม่ได้หมายความว่าให้ Supplier ส่งแบบสุ่ม
ต้องเชื่อมกับ
Construction Schedule
ทำ Material Delivery Schedule
ควรทำตาราง
| รายการ | ต้องใช้ | วันที่ต้องใช้ | วันที่ควรส่ง |
| SPC Type A | 1,000 | 10 ต.ค. | 5 ต.ค. |
| SPC Type B | 1,500 | 20 ต.ค. | 15 ต.ค. |
| SPC Type A | 1,200 | 5 พ.ย. | 30 ต.ค. |
ควรมี Buffer ระหว่างวันที่ส่งกับวันที่ติดตั้ง
เพื่อรองรับ
- รถล่าช้า
- ฝนตก
- การขนส่ง
- ปัญหาหน้างาน
- การตรวจรับ
Lead Time คืออะไร และทำไมผู้รับเหมาควรรู้?
Lead Time คือระยะเวลาตั้งแต่เริ่มสั่งสินค้า จนสินค้าพร้อมใช้งานที่หน้างาน
ประกอบด้วย
- รับ PO
- ตรวจสอบสินค้า
- จัดเตรียมสินค้า
- ผลิต/นำเข้า ถ้ามี
- จัดสินค้า
- ขนส่ง
- ส่งถึงไซต์
- ตรวจรับ
ดังนั้นอย่าคิดว่า
“วันนี้ของหมด พรุ่งนี้สั่งก็ทัน”
เพราะอาจไม่ทัน
สินค้า Ready Stock กับ Made-to-Order ต้องวางแผนต่างกัน
Ready Stock
สามารถวางแผนแบบ
Reorder Point + Safety Stock
ได้ง่ายกว่า
Made-to-Order
ต้องวางแผนล่วงหน้ามากขึ้น
เพราะหากของขาด
อาจต้องรอ
- ผลิต
- ขนส่ง
- นำเข้า
- QC
- จัดส่ง
ดังนั้นก่อนรับงานโครงการ ควรถาม Supplier ให้ชัดว่า
“รุ่นนี้มีของพร้อมส่งหรือเป็นสินค้าสั่งผลิต?”
Reorder Point คืออะไร?
Reorder Point หรือ จุดสั่งซื้อซ้ำ
คือระดับสินค้าคงเหลือที่เมื่อถึงระดับนั้น ต้องเริ่มสั่งเพิ่ม
สูตรพื้นฐาน
Reorder Point = Average Daily Usage × Lead Time + Safety Stock
ตัวอย่าง
ใช้พื้นเฉลี่ย
100 ตร.ม./วัน
Lead Time
7 วัน
Safety Stock
300 ตร.ม.
ดังนั้น
100 × 7 + 300
= 1,000 ตร.ม.
เมื่อสต็อกเหลือประมาณ 1,000 ตร.ม.
ควรเริ่มดำเนินการสั่งสินค้าเพิ่ม
Safety Stock สำหรับพื้น SPC ควรกำหนดอย่างไร?
ไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกโครงการ
ต้องดู
ความเสี่ยงของ Supplier
- มี Ready Stock หรือไม่
- ผลิตเร็วหรือไม่
- นำเข้าหรือไม่
- มีประวัติส่งล่าช้าหรือไม่
ความเสี่ยงของโครงการ
- งานใหญ่หรือเล็ก
- Deadline ตายตัวหรือไม่
- มี Penalty หรือไม่
- งานติดตั้งต่อเนื่องหรือไม่
ความเสี่ยงของสินค้า
- เป็นสินค้าหมุนเร็วหรือไม่
- มีหลายสีหรือไม่
- ผลิตซ้ำได้หรือไม่
- ล็อตเปลี่ยนบ่อยหรือไม่
สูตรง่ายสำหรับกำหนด Safety Stock
ในกรณีที่ยังไม่มีข้อมูลทางสถิติ สามารถเริ่มต้นจาก
Safety Stock = ปริมาณใช้เฉลี่ยต่อวัน × จำนวนวันสำรอง
ตัวอย่าง
ใช้ 100 ตร.ม./วัน
ต้องการสำรอง 3 วัน
Safety Stock
= 100 × 3
= 300 ตร.ม.
จากนั้นจึงปรับตามความเสี่ยงจริง
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ “วันสำรอง” สำคัญกว่าการเดาเปอร์เซ็นต์
สมมติว่า
โครงการใช้ 10,000 ตร.ม.
บางคนบอกว่า
Safety Stock = 5%
= 500 ตร.ม.
แต่คำถามคือ
500 ตร.ม. เท่ากับกี่วันของการติดตั้ง?
ถ้าใช้วันละ
250 ตร.ม.
Safety Stock 500 ตร.ม.
เท่ากับเพียง
2 วัน
ดังนั้นผู้จัดการโครงการควรมองทั้ง
% ของปริมาณ
และ
จำนวนวันที่รองรับได้
การวางแผนสต็อกสำหรับคอนโดมิเนียม
คอนโดเป็นหนึ่งในโครงการที่ต้องวางแผน Stock อย่างละเอียด
เพราะมี
- หลายยูนิต
- หลาย Type
- พื้นที่ซ้ำ
- Schedule ซ้ำ
- งานหลายชั้น
- งานส่วนกลาง
ตัวอย่าง
Type A
100 ห้อง × 35 ตร.ม.
= 3,500 ตร.ม.
Type B
100 ห้อง × 45 ตร.ม.
= 4,500 ตร.ม.
Type C
50 ห้อง × 60 ตร.ม.
= 3,000 ตร.ม.
รวม
11,000 ตร.ม.
แต่ไม่ควรสั่ง 11,000 ตร.ม. แล้วจบ
ควรแบ่งตาม
Floor + Type + Schedule
ตัวอย่าง Stock Plan สำหรับคอนโด 20 ชั้น
สมมติ
- ชั้นละ 20 ยูนิต
- ใช้ SPC ชั้นละ 500 ตร.ม.
- รวม 20 ชั้น
พื้นที่
20 × 500
= 10,000 ตร.ม.
สามารถแบ่งส่ง
| ช่วง | ชั้น | ปริมาณ |
| Lot 1 | 1–5 | 2,500 |
| Lot 2 | 6–10 | 2,500 |
| Lot 3 | 11–15 | 2,500 |
| Lot 4 | 16–20 | 2,500 |
แต่ควรมี Reserve แยกต่างหาก
ไม่ควรเอา Reserve ไปปะปนกับวัสดุสำหรับติดตั้งโดยไม่บันทึก
วิธีลดความเสี่ยงสำหรับบ้านที่มี Layout ซ้ำ
ควรทำ
Master Unit
เช่น
House Type A = 90 ตร.ม.
จากนั้นคำนวณ
90 × จำนวนหลัง
ข้อดีคือหากมีการเปลี่ยนแปลง Type A
สามารถแก้ตัวเลข Master ได้ครั้งเดียว
การจัด Stock สำหรับโรงแรม
โรงแรมมีความซับซ้อนกว่าบ้านจัดสรร
เพราะมี
- Standard Room
- Deluxe
- Suite
- Corridor
- Lobby
- Restaurant
- Meeting Room
- Back of House
ควรแยก Stock ตาม Function
ไม่ควรใช้ SKU เดียวกันแบบไม่มีระบบ
โรงแรมควรมี “Room Mock-up” ก่อนสั่งล็อตใหญ่
แนวทางที่ดีคือทำ Mock-up Room ก่อน
ตรวจสอบ
- สี
- Texture
- Pattern
- ขนาด
- การเข้ากับผนัง
- Skirting
- Furniture
- Lighting
เมื่ออนุมัติแล้วจึง Lock
Model + Color + Specification + Lot
ก่อนสั่งล็อตใหญ่
งานสำนักงานควรวาง Stock ตาม Zone
สำนักงานอาจแบ่งเป็น
- Reception
- Workstation
- Meeting
- Executive
- Pantry
- Corridor
บางพื้นที่อาจใช้คนละวัสดุ
ดังนั้นควรสร้าง
Zone-Based Stock
แทนการใช้ Stock รวมทั้งสำนักงาน
อย่าลืม Accessories
ความผิดพลาดอีกอย่างคือมีพื้น SPC แต่ไม่มีอุปกรณ์ประกอบ
เช่น
- Skirting
- Transition
- T-Molding
- End Profile
- Stair Nosing
- อุปกรณ์จบงาน
- Underlayment ในกรณีที่รุ่นต้องใช้
ดังนั้น Material Plan ควรมีอย่างน้อย
Flooring + Accessories + Installation Materials
พื้น SPC 1,000 ตร.ม. ไม่ได้หมายความว่า Accessories ก็ 1,000 หน่วย
ตัวอย่าง Skirting ต้องคิดเป็น
เมตร
ไม่ใช่
ตารางเมตร
ดังนั้นต้องแยกหน่วย
| รายการ | Unit |
| SPC | ตร.ม. |
| Skirting | เมตร |
| Transition | ชิ้น/เมตร |
| Stair Nosing | เมตร |
| Adhesive | ชุด/ถัง หากใช้ |
ระบบ SKU สำหรับพื้น SPC
ทุกสินค้าควรมี SKU หรือรหัสภายใน
ตัวอย่าง
ENOCH-SPC-A-5.5-OAK01
โดยข้อมูลภายในอาจสื่อถึง
- Brand
- Product
- Model
- Thickness
- Color
ข้อดีคือป้องกัน
“สั่งสีใกล้เคียง แต่ไม่ใช่สีเดียวกัน”
Lot Number สำคัญมากสำหรับงานโครงการ
สมมติใช้
SPC Oak 01
Lot A
10,000 ตร.ม.
ต่อมาสั่งเพิ่ม
Lot B
2,000 ตร.ม.
แม้ชื่อสีจะเหมือนกัน แต่ฝ่ายโครงการควรตรวจสอบความสม่ำเสมอของสินค้า
โดยเฉพาะงานที่ต้องการความต่อเนื่องของภาพรวม
ดังนั้นควรบันทึก
- Lot Number
- วันที่รับ
- จำนวน
- Supplier
- Project
- Location
- Quantity Used
- Quantity Balance
ควรทำ Stock Card
ตัวอย่าง
| วันที่ | รับ | จ่าย | คงเหลือ | Lot |
| 1 ต.ค. | 2,000 | – | 2,000 | A |
| 5 ต.ค. | – | 500 | 1,500 | A |
| 10 ต.ค. | – | 400 | 1,100 | A |
| 15 ต.ค. | 1,500 | – | 2,600 | B |
ทำให้ Site Manager เห็นภาพรวมทันที
FIFO และ FEFO ในงานพื้น SPC
สำหรับวัสดุทั่วไปสามารถใช้แนวคิด
FIFO = First In, First Out
คือของเข้าก่อน ใช้ก่อน
แต่ในงาน SPC ควรเพิ่มการควบคุม
Lot Consistency
ด้วย
เพราะบางกรณีต้องการใช้วัสดุล็อตเดียวกันในพื้นที่เดียวกัน
ดังนั้นไม่ควรหยิบสินค้าเพียงเพราะเป็นกล่องเก่าที่สุดโดยไม่ดู Lot
วิธีแบ่ง Stock เป็น “Project Stock” และ “Reserve Stock”
แนะนำให้มีสองสถานะ
Project Stock
สินค้าที่จัดสรรสำหรับงานติดตั้ง
Reserve Stock
สินค้าที่สำรองไว้
ห้ามนำ Reserve ไปใช้โดยไม่มีการอนุมัติ
ตัวอย่าง
Project Stock = 10,000 ตร.ม.
Reserve = 500 ตร.ม.
เมื่อหน้างานต้องใช้เพิ่ม 100 ตร.ม.
ต้องบันทึก
Reserve Issue = 100
Balance
= 400 ตร.ม.
ทำไมต้อง Lock สีและรุ่นก่อนสั่ง?
เพราะถ้าแบบยังไม่ Final แล้วสั่งของจำนวนมาก
อาจเกิด
สั่งสีผิด + ของเหลือจำนวนมาก
หรือ
แบบเปลี่ยน + สินค้าไม่ตรงกับแบบใหม่
ดังนั้นก่อนออก PO ควรมี
Material Approval
อย่างน้อย
- Sample Approved
- Model Approved
- Color Approved
- Specification Approved
- Layout Approved
Material Approval Matrix
ตัวอย่าง
| รายการ | ผู้ตรวจ | สถานะ |
| สี | Designer | Approved |
| รุ่น | Architect | Approved |
| Specification | Consultant | Approved |
| Quantity | QS | Approved |
| Delivery | Procurement | Confirmed |
เมื่อทุกฝ่ายผ่านจึง
Material Lock
วิธีป้องกัน “สั่งของก่อนแบบ Final”
ควรกำหนดสถานะ
Stage 1
Estimate
Stage 2
Budget
Stage 3
Tender
Stage 4
Approved
Stage 5
Procurement
Stage 6
Delivery
Stage 7
Installation
ไม่ควรนำตัวเลข Stage 1 ไปสั่งสินค้าจริงเหมือน Stage 5
ระบบ Forecast 30–60–90 วัน
สำหรับโครงการใหญ่ แนะนำให้ทำ Forecast
90 วัน
ดูภาพรวม
60 วัน
ยืนยันรุ่นและปริมาณ
30 วัน
Lock Delivery
7 วัน
ยืนยันจำนวนส่งจริง
1–2 วัน
ตรวจหน้างานและรับสินค้า
วิธีนี้ช่วยลดการสั่งแบบเร่งด่วน
Weekly Stock Meeting
โครงการขนาดใหญ่ควรมีการประชุม Stock อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
หัวข้อ
- Stock ปัจจุบัน
- ใช้ไปแล้ว
- เหลือเท่าไร
- ใช้เฉลี่ยต่อวัน
- ต้องใช้อีกเท่าไร
- มี Variation หรือไม่
- มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งหรือไม่
- Supplier Confirmed หรือไม่
- มีความเสี่ยงของขาดหรือไม่
Traffic Light System
สามารถใช้ระบบง่าย ๆ
Green
Stock เพียงพอ
Yellow
Stock เริ่มต่ำ
Red
เสี่ยงของขาด
ตัวอย่าง
| SKU | Stock | Status |
| SPC-A | 2,500 | 🟢 |
| SPC-B | 800 | 🟡 |
| SPC-C | 250 | 🔴 |
ระบบนี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นปัญหาเร็วกว่าอ่าน Excel จำนวนมาก
ตัวชี้วัด Stock ที่ควรติดตาม
โครงการควรมี KPI เช่น
Stockout Rate
จำนวนครั้งที่สินค้าขาด
On-Time Delivery
อัตราการส่งตรงเวลา
Stock Accuracy
ความถูกต้องของ Stock
Waste Rate
อัตราสินค้าเสีย/เหลือ
Emergency Order Rate
จำนวนครั้งที่ต้องสั่งเร่งด่วน
Dead Stock
สินค้าที่เหลือและไม่มีแผนใช้งาน
KPI สำคัญที่สุดคือ “Stockout”
สมมติ
เดือนหนึ่งมีงานติดตั้ง 20 วัน
เกิดของขาด 3 วัน
เท่ากับ
15% ของช่วงเวลาติดตั้งได้รับผลกระทบ
แม้จะดูเหมือนของขาดเพียงบางส่วน แต่ผลกระทบต่อ Schedule อาจสูงมาก
อย่าวัดความสำเร็จจาก “ซื้อถูกที่สุด”
นี่เป็นแนวคิดสำคัญสำหรับ Procurement
Supplier A
ราคาถูกกว่า 10 บาท/ตร.ม.
แต่ส่งช้า
Supplier B
แพงกว่า 10 บาท/ตร.ม.
แต่ส่งตรงเวลาและมี Stock รองรับ
หากของขาดทำให้ช่างหยุด 3 วัน
ต้นทุนที่แท้จริงอาจสูงกว่า
ดังนั้นควรคิด
Total Cost of Ownership
ไม่ใช่เพียง
Unit Price
ต้นทุนของ “ของขาด” มีอะไรบ้าง?
สามารถประกอบด้วย
- ค่าแรงรอ
- ค่าแรงเคลื่อนย้าย
- ค่าขนส่งด่วน
- ค่า OT
- ค่าเสียโอกาส
- ค่า Penalty
- ค่าเช่าอุปกรณ์
- ค่าแก้ Schedule
- ค่าเสียความน่าเชื่อถือ
ดังนั้นการมี Safety Stock ที่เหมาะสมอาจถูกกว่าการแก้ปัญหาของขาด
ต้นทุนของ “ของเกิน” ก็มีเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง ถ้าสั่งมากเกินไปจะเกิด
- เงินจม
- พื้นที่จัดเก็บไม่พอ
- สินค้าเสียหาย
- ขนย้ายหลายครั้ง
- เหลือหลังจบโครงการ
- ไม่สามารถใช้กับโครงการอื่น
- สี/รุ่นตกรุ่น
- Dead Stock
ดังนั้นเป้าหมายคือ
Optimal Stock
ไม่ใช่ Maximum Stock
วิธีเลือกว่าจะสั่งทีเดียวหรือแบ่งส่ง
สั่งทีเดียว เหมาะเมื่อ
- สินค้าเป็น Standard
- มีพื้นที่เก็บ
- Supplier มี Stock
- ต้องการควบคุม Lot
- Cash Flow รองรับ
แบ่งส่ง เหมาะเมื่อ
- โครงการยาว
- พื้นที่เก็บจำกัด
- งานติดตั้งแบ่งเฟส
- Cash Flow ต้องบริหาร
- มีการส่งหลายอาคาร
แต่การแบ่งส่งมีความเสี่ยงเรื่อง Lot
นี่เป็นเหตุผลที่ต้องคุยกับ Supplier ก่อน
หากแบ่งส่งเป็น 4 งวด
ต้องถามว่า
“สามารถ Reserve สินค้าล็อตเดียวสำหรับทั้งโครงการได้หรือไม่?”
ถ้าได้
ความเสี่ยงลดลง
แต่หากไม่ได้
ควรมีการตรวจสอบเรื่อง
- Lot
- Color
- Shade
- Batch
- Production Date
ก่อนรับสินค้าแต่ละงวด
การจอง Stock กับ Supplier
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ อาจใช้แนวคิด
Stock Reservation
แทนการรอให้ถึงเวลาค่อยสั่ง
ตัวอย่าง
โครงการต้องใช้ 10,000 ตร.ม.
Supplier มีสินค้า 15,000 ตร.ม.
โครงการอาจขอ
Reserve 10,000 ตร.ม.
และกำหนด
- งวดส่ง
- วันที่ส่ง
- ปริมาณ
- รุ่น
- สี
วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงของขาดจากการที่ Supplier นำสินค้าไปขายให้โครงการอื่น
ควรทำ Purchase Order แบบมี Schedule
แทนที่จะระบุ
SPC 10,000 ตร.ม.
อย่างเดียว
อาจระบุ
| Delivery | Quantity | Required Date |
| 1 | 2,500 | 10 ต.ค. |
| 2 | 2,500 | 1 พ.ย. |
| 3 | 2,500 | 20 พ.ย. |
| 4 | 2,500 | 10 ธ.ค. |
โดยต้องตกลงเงื่อนไขกับ Supplier ให้ชัดเจน
ตรวจสินค้าเมื่อถึงไซต์ ไม่ใช่ตรวจตอนเริ่มปูอย่างเดียว
เมื่อสินค้าเข้าหน้างานควรตรวจ
- รุ่น
- สี
- จำนวน
- กล่อง
- สภาพกล่อง
- Lot
- Label
- ความเสียหาย
- เอกสารส่งสินค้า
หากพบปัญหาควรแยกสินค้า
Quarantine
เพื่อไม่ให้ปะปนกับสินค้าที่ผ่านการตรวจรับ
ทำ Receiving Report
ตัวอย่าง
| รายการ | จำนวน |
| PO | PO-001 |
| SKU | SPC-A |
| Lot | A001 |
| Ordered | 1,000 กล่อง |
| Received | 1,000 กล่อง |
| Damaged | 10 กล่อง |
| Accepted | 990 กล่อง |
อย่าบันทึกเพียง
“รับ 1,000 กล่อง”
หากมีสินค้าเสียหาย 10 กล่อง
Stock ที่ใช้งานได้จริงคือ
990 กล่อง
วิธีจัดเก็บพื้น SPC ในไซต์งาน
แม้พื้น SPC จะเหมาะกับงานก่อสร้างและรีโนเวท แต่การจัดเก็บก็มีความสำคัญ
ควร
- เก็บในพื้นที่เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงน้ำ
- ป้องกันฝุ่น
- ป้องกันการกระแทก
- จัดเรียงอย่างเหมาะสม
- ไม่วางกีดขวางทางเดิน
- ป้องกันการเคลื่อนตัวของกองสินค้า
และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตสำหรับการเก็บรักษาและสภาพแวดล้อม
อย่าวาง Stock ไว้ตรงพื้นที่ติดตั้งก่อนเวลา
ในไซต์งานมีความเสี่ยงจาก
- งานสี
- งานปูน
- งานฝ้า
- งานระบบ
- น้ำ
- ฝุ่น
- การขนย้าย
ดังนั้นการนำพื้น SPC เข้ามาเร็วเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงเสียหาย
หลักการสำคัญคือ
Just Early Enough
ไม่ใช่
Just In Time แบบสุดโต่ง
และไม่ใช่
เก็บทุกอย่างไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ
ต้องกำหนด “Floor Ready Date”
ก่อนส่ง SPC เข้าไซต์ ควรถามว่า
พื้นที่พร้อมติดตั้งหรือยัง?
ตรวจอย่างน้อย
- งานเปียกเสร็จหรือไม่
- พื้นเดิมพร้อมหรือไม่
- พื้นเรียบตามข้อกำหนดหรือไม่
- ไม่มีน้ำขัง
- งานสีเสร็จตามลำดับที่กำหนดหรือไม่
- ประตู/วงกบพร้อมหรือไม่
- ระบบ MEP ไม่รบกวนพื้นที่
เพราะการส่งสินค้าไปถึงไซต์ไม่ได้แปลว่า
สามารถติดตั้งได้ทันที
งานพื้น SPC ต้องสัมพันธ์กับ Construction Sequence
ตัวอย่างลำดับงาน
- งานโครงสร้าง
- งานผนัง
- งานระบบ
- งานฝ้า
- งานสี
- เตรียมพื้น
- ติดตั้ง SPC
- ติดตั้ง Skirting
- เก็บงาน
- ตรวจรับ
ดังนั้น Procurement ต้องรู้ว่า
“Flooring Installation” อยู่ตรงไหนของ Schedule
หากพื้นมาถึงก่อนงานเปียกเสร็จ อาจเกิดปัญหา
แม้พื้น SPC จะมีคุณสมบัติทนความชื้น แต่ไม่ได้หมายความว่า
สามารถนำไปเก็บหรือปูบนไซต์ที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมได้โดยไม่ต้องตรวจสอบ
โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่ยังมี
- น้ำ
- ปูน
- ฝุ่น
- ความชื้น
- งานทาสี
ควรทำตามเงื่อนไขการติดตั้งของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
Moisture Management ต้องอยู่ใน Stock Plan
การวางแผนวัสดุไม่ได้จบที่จำนวนกล่อง
ต้องถามว่า
พื้นที่พร้อมปูหรือยัง?
บทความของ Enoch เกี่ยวกับงานรีโนเวทคอนโดในช่วงหน้าฝนก็เน้นว่าควรรอให้งานเปียก เช่น เทปูน ฉาบ และทาสี อยู่ในสภาพพร้อมก่อนติดตั้งพื้น
ทำ “Consumption Rate” ของแต่ละทีมติดตั้ง
สมมติทีม A
ติดตั้งได้ 150 ตร.ม./วัน
ทีม B
ได้ 250 ตร.ม./วัน
หากโครงการใช้ทีม B
Stock ต้องพร้อมเร็วกว่า
ดังนั้นฝ่ายจัดซื้อควรใช้
Installation Productivity
มาคำนวณ Stock Requirement
สูตรวางแผน Stock จาก Productivity
Daily Consumption = จำนวนทีม × Productivity/ทีม/วัน
ตัวอย่าง
2 ทีม
ทีมละ 200 ตร.ม./วัน
Daily Consumption
= 2 × 200
= 400 ตร.ม./วัน
หากต้องการ Safety Stock 3 วัน
= 400 × 3
= 1,200 ตร.ม.
ทำ Stock Plan รายวันสำหรับช่วงเร่งงาน
ช่วงงานปกติอาจใช้ Weekly Plan
แต่ช่วงเร่งส่งมอบควรใช้ Daily Plan
ตัวอย่าง
| วันที่ | ติดตั้ง | คงเหลือ |
| 1 | 300 | 1,700 |
| 2 | 350 | 1,350 |
| 3 | 400 | 950 |
| 4 | 400 | 550 |
| 5 | 400 | 150 |
จะเห็นทันทีว่า
วันถัดไปมีความเสี่ยงของขาด
ระบบ “Days of Stock” สำคัญมาก
สูตร
Days of Stock = Stock คงเหลือ ÷ Average Daily Consumption
ตัวอย่าง
Stock = 1,000 ตร.ม.
ใช้เฉลี่ย = 250 ตร.ม./วัน
Days of Stock
= 1,000 ÷ 250
= 4 วัน
หาก Lead Time Supplier = 7 วัน
ถือว่า
มีความเสี่ยงสูง
เพราะของจะหมดก่อนของใหม่เข้าถึงไซต์
Dashboard ที่ผู้จัดการโครงการควรเห็น
แนะนำให้มี
Total Required
ปริมาณรวมทั้งโครงการ
Ordered
ปริมาณที่สั่งแล้ว
Delivered
ปริมาณที่ส่งแล้ว
Installed
ปริมาณที่ติดตั้งแล้ว
Balance
ปริมาณคงเหลือ
In Transit
กำลังขนส่ง
Reserved
จองไว้กับ Supplier
Safety Stock
ปริมาณสำรอง
Risk
ระดับความเสี่ยง
สูตร Stock Balance
Stock Balance = Opening Stock + Received – Issued – Damaged
ตัวอย่าง
Opening
2,000
Received
1,000
Issued
2,500
Damaged
50
Balance
= 2,000 + 1,000 – 2,500 – 50
= 450 ตร.ม.
สูตร Available Stock
ในบางโครงการควรแยก
Physical Stock
กับ
Available Stock
เช่น
Physical Stock = 2,000 ตร.ม.
Reserved = 500 ตร.ม.
Damaged = 100 ตร.ม.
Available
= 2,000 – 500 – 100
= 1,400 ตร.ม.
ดังนั้นอย่ามองว่า “มี 2,000 ตร.ม.” แล้วสรุปว่าพร้อมใช้ทั้งหมด
ทำ Material Reconciliation ทุกสัปดาห์
เปรียบเทียบ
BOQ
กับ
Actual Usage
ตัวอย่าง
BOQ
10,000 ตร.ม.
ติดตั้งแล้ว
5,000 ตร.ม.
ควรเหลือประมาณ
5,000 + Buffer
แต่ถ้าพบว่าใช้จริงไป
5,500 ตร.ม.
ต้องตรวจสอบทันที
เพราะอาจเกิด
- Waste สูง
- ถอดปริมาณผิด
- แบบเปลี่ยน
- ติดตั้งผิด
- มีการนำวัสดุไปใช้พื้นที่อื่น
Early Warning System
กำหนด Trigger เช่น
Warning Level 1
Stock ต่ำกว่า 14 วัน
Warning Level 2
Stock ต่ำกว่า 7 วัน
Warning Level 3
Stock ต่ำกว่า 3 วัน
Critical
Stock ต่ำกว่าปริมาณที่ต้องใช้ในวันถัดไป
ตัวเลขจริงควรปรับตาม Lead Time และ Schedule ของแต่ละโครงการ
หากพบว่า Stock จะไม่พอ ต้องทำอย่างไร?
อย่ารอจนของหมด
ให้ทำตามขั้นตอน
Step 1
ตรวจ Actual Stock
Step 2
ตรวจ In Transit
Step 3
ตรวจ Supplier Stock
Step 4
ตรวจ PO ที่ค้าง
Step 5
ตรวจ Forecast
Step 6
ตรวจ Variation
Step 7
คำนวณ Shortage
Step 8
ออก Recovery Plan
Recovery Plan ควรตอบ 5 คำถาม
- ขาดเท่าไร?
- ต้องใช้วันไหน?
- Supplier มีเท่าไร?
- ส่งได้เร็วที่สุดเมื่อไร?
- ระหว่างรอจะทำงานส่วนไหนแทนได้?
คำถามข้อ 5 สำคัญมาก
เพราะบางครั้งสามารถสลับพื้นที่ติดตั้งเพื่อรักษา Productivity ของทีมช่างได้
ตัวอย่างสถานการณ์ของขาด 300 ตร.ม.
สมมติ
พื้นที่ A
ขาด 300 ตร.ม.
แต่พื้นที่ B มีของพร้อม
ทีมติดตั้งสามารถย้ายไปทำพื้นที่ B ก่อน
ทำให้ไม่ต้องหยุดทีมทั้งหมด
จากนั้นรอสินค้า A
นี่คือการบริหาร
Construction Sequence
ร่วมกับ
Material Stock
อย่าเปลี่ยนสีแทนกันโดยไม่ได้รับอนุมัติ
เมื่อของขาด
สิ่งที่ไม่ควรทำคือ
“เอาสีที่ใกล้เคียงไปปูก่อน”
โดยไม่ได้รับอนุมัติ
เพราะอาจทำให้
- งานไม่ตรงแบบ
- ภาพรวมไม่สม่ำเสมอ
- ต้องรื้อ
- ต้องปูใหม่
- เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
หากต้อง Substitute ต้องผ่าน
Material Substitution Approval
ทำ Alternative Material Plan ตั้งแต่ต้น
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ อาจเตรียม
Primary Product
สินค้าหลัก
Backup Product
สินค้าทดแทนที่ผ่านการพิจารณา
แต่ต้องไม่หมายความว่าสามารถเปลี่ยนได้ทันที
ต้องตรวจ
- สี
- Thickness
- Wear Layer
- ขนาด
- ระบบ Click
- Performance
- Warranty
- ราคา
การทำ “Project Stock Agreement” กับ Supplier
สำหรับโครงการใหญ่ ควรตกลงล่วงหน้าเรื่อง
- ปริมาณรวม
- ระยะเวลาโครงการ
- Stock Reservation
- Delivery Schedule
- Lead Time
- Lot
- การเคลม
- สินค้าเสียหาย
- การเปลี่ยนแบบ
- Cancellation
- Additional Order
ยิ่งตกลงตั้งแต่ต้น ยิ่งลดปัญหาปลายโครงการ
Supplier ที่เหมาะกับงานโครงการควรช่วยอะไรได้บ้าง?
Supplier สำหรับงานโครงการไม่ควรมีหน้าที่เพียง
“ขายสินค้า”
แต่ควรสามารถช่วยด้าน
- คำนวณปริมาณ
- ตรวจ BOQ
- แนะนำ Specification
- ตรวจ Stock
- วาง Delivery
- จัด Lot
- ประสานงานขนส่ง
- ให้ข้อมูล Technical
- รองรับการสั่งเพิ่ม
- ให้คำแนะนำหน้างาน
สำหรับ Enoch Thailand มีข้อมูลด้าน BOQ และการคำนวณปริมาณพื้น SPC สำหรับงานโครงการ ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการเตรียมข้อมูลก่อนขอใบเสนอราคาและวางแผนจัดซื้อได้
ข้อมูลที่ควรส่งให้ Supplier เมื่อขอราคาพื้น SPC โครงการ
ควรเตรียม
- ชื่อโครงการ
- Location
- พื้นที่รวม
- จำนวนยูนิต
- แบบ Floor Plan
- Flooring Layout
- BOQ
- Model ที่ต้องการ
- Color
- Thickness
- Wear Layer
- วันที่เริ่มใช้
- Schedule
- จำนวนงวด
- สถานที่ส่ง
- ผู้รับสินค้า
ยิ่งข้อมูลครบ Supplier ยิ่งช่วยวางแผนได้แม่นยำขึ้น
การใช้เครื่องคำนวณพื้น SPC ช่วยลดความผิดพลาด
หากต้องคำนวณหลายโครงการ การใช้ Calculator จะช่วยลดการคำนวณซ้ำ
โดยควรใส่
- พื้นที่
- Waste
- ตร.ม./กล่อง
- จำนวนกล่อง
- ราคาต่อ ตร.ม.
- ราคาประมาณการ
เครื่องคำนวณพื้น SPC ของ Enoch ถูกออกแบบให้รองรับการคำนวณพื้นที่ จำนวนกล่อง จำนวนแผ่น พื้นที่เผื่อเศษ และราคาประมาณการสำหรับงานบ้านและโครงการ
แต่ Calculator ไม่ควรแทนการตรวจ BOQ
Calculator เป็นเครื่องมือช่วย
ไม่ใช่ผู้อนุมัติปริมาณ
เพราะยังต้องตรวจ
- Drawing
- Layout
- Waste
- Type
- Specification
- Lot
- Revision
ดังนั้น Workflow ที่ดีคือ
Drawing → Quantity Takeoff → BOQ → Calculator → Verification → PO
Excel ที่เหมาะกับการวางแผน Stock
แนะนำให้แบ่งอย่างน้อย 5 Sheet
Sheet 1 — Project Summary
ข้อมูลภาพรวม
Sheet 2 — Quantity Takeoff
พื้นที่แต่ละห้อง
Sheet 3 — BOQ
รายการวัสดุ
Sheet 4 — Stock
รับ-จ่าย-คงเหลือ
Sheet 5 — Delivery Schedule
กำหนดส่ง
ตัวอย่างโครงสร้าง Quantity Takeoff
| Floor | Room | Type | Area | Model | Color |
| 1 | A101 | A | 35 | SPC-A | Oak |
| 1 | A102 | A | 35 | SPC-A | Oak |
| 2 | B201 | B | 45 | SPC-A | Oak |
| 2 | B202 | B | 45 | SPC-A | Oak |
จากนั้น SUM ตาม
Model + Color
เพื่อหา Requirement
ตัวอย่าง Stock Sheet
| SKU | Required | Ordered | Received | Used | Balance | Safety |
| SPC-A | 5,000 | 5,200 | 4,000 | 3,000 | 1,000 | 500 |
| SPC-B | 2,000 | 2,100 | 1,500 | 1,200 | 300 | 200 |
จะเห็นทันทีว่า SPC-B ต้องจับตา
Delivery Schedule ต้องเชื่อมกับ Stock
อย่าทำ Excel สองไฟล์ที่ไม่เชื่อมกัน
ควรให้
Delivery → เพิ่ม Stock
และ
Installation → ลด Stock
เพื่อให้เห็น Balance แบบ Real-Time หรือใกล้เคียง Real-Time
การบริหาร Stock สำหรับหลายอาคาร
หากโครงการมี
- Building A
- Building B
- Building C
ไม่ควรใช้ Stock กองเดียวโดยไม่มี Location
ควรกำหนด
A-01
A-02
B-01
C-01
เพื่อให้รู้ว่า
สินค้าอยู่ที่อาคารใด
หลีกเลี่ยงการโอนสินค้าโดยไม่มีเอกสาร
ตัวอย่าง
Building A ขาด 100 ตร.ม.
จึงนำจาก Building B มาใช้
ถ้าไม่บันทึก
Stock ระบบจะผิดทันที
ควรทำ
Stock Transfer
ระบุ
- From
- To
- SKU
- Lot
- Quantity
- Date
- ผู้อนุมัติ
การวางแผนสต็อกสำหรับงาน Renovation
งานรีโนเวทมีความไม่แน่นอนสูงกว่าโครงการใหม่
เพราะอาจพบ
- พื้นเดิมไม่เรียบ
- ขนาดพื้นที่จริงไม่ตรงแบบ
- มีเฟอร์นิเจอร์
- มีพื้นที่ซ่อน
- ต้องรื้อ
- มี Variation
ดังนั้นควรเผื่อความเสี่ยงมากกว่างานที่แบบชัดเจน
อย่าใช้ Waste เดียวกันกับทุกพื้นที่
ตัวอย่าง
ห้อง 30 ตร.ม. รูปสี่เหลี่ยม
Waste อาจต่ำ
แต่ Corridor ยาว
มีมุมจำนวนมาก
อาจมี Waste สูงกว่า
ดังนั้น
Waste by Area
ดีกว่า
Waste by Project
วิธีคิด Waste แบบแยกโซน
สมมติ
Zone A
2,000 ตร.ม. × 5%
= 2,100
Zone B
1,000 ตร.ม. × 7%
= 1,070
Zone C
500 ตร.ม. × 10%
= 550
รวม
3,720 ตร.ม.
ดีกว่าการใช้
3,500 × 5%
= 3,675
เพราะสะท้อนลักษณะพื้นที่จริงมากกว่า
ปัญหา “เศษที่เหลือ” ต้องบริหารด้วย
เศษที่ดีอาจนำไปใช้พื้นที่อื่นได้
ดังนั้น Site ควรมี
Usable Offcut
และ
Waste
แยกกัน
เพราะ
เศษที่ใช้ได้ ≠ ขยะ
Offcut Management
ควรบันทึก
- ขนาด
- จำนวน
- รุ่น
- สี
- Lot
- Location
เช่น
SPC-A / Oak / Lot A / 120 × 20 cm / 15 ชิ้น
ทีมติดตั้งสามารถใช้กับ
- ห้องเล็ก
- มุม
- พื้นที่ตัด
- งานซ่อม
หากเหมาะสมกับข้อกำหนดการติดตั้ง
การลด Waste เริ่มตั้งแต่ Flooring Layout
การวาง Layout ที่ดีสามารถลดการตัดที่ไม่จำเป็นได้
ดังนั้นฝ่ายติดตั้งควรทำงานร่วมกับ
- Designer
- Architect
- Contractor
- Supplier
ตั้งแต่ก่อนสั่งของ
ไม่ใช่รอให้ปูแล้วค่อยแก้
10 ข้อผิดพลาดในการวางแผน Stock พื้น SPC
ข้อผิดพลาดที่ 1
ใช้พื้นที่จากแบบเก่า
ข้อผิดพลาดที่ 2
ไม่ระบุ Revision
ข้อผิดพลาดที่ 3
ไม่แยกรุ่นและสี
ข้อผิดพลาดที่ 4
คิดเป็น ตร.ม. แต่ไม่แปลงเป็นกล่อง
ข้อผิดพลาดที่ 5
ไม่เผื่อ Waste
ข้อผิดพลาดที่ 6
ใช้ Waste เท่ากันทุกพื้นที่
ข้อผิดพลาดที่ 7
ไม่มี Safety Stock
ข้อผิดพลาดที่ 8
ไม่มี Delivery Schedule
ข้อผิดพลาดที่ 9
ไม่ติดตาม Lot
ข้อผิดพลาดที่ 10
รอให้ของหมดแล้วจึงสั่ง
Checklist ก่อนออก PO พื้น SPC
ตรวจ Drawing Revision ล่าสุด
ตรวจ Flooring Layout
ตรวจพื้นที่จริง
ตรวจ BOQ
ตรวจ Model
ตรวจ Color
ตรวจ Thickness
ตรวจ Wear Layer
ตรวจตร.ม./กล่อง
คำนวณ Waste
คำนวณ Safety Stock
ตรวจ Lead Time
ตรวจ Stock Supplier
ตรวจ Delivery Schedule
ตรวจพื้นที่จัดเก็บ
ยืนยัน Sample
ยืนยัน Lot หากทำได้
อนุมัติ PO
Checklist ก่อนรับสินค้า
ตรวจ PO
ตรวจ Model
ตรวจ Color
ตรวจจำนวน
ตรวจกล่อง
ตรวจ Lot
ตรวจสภาพสินค้า
ถ่ายภาพ
บันทึก Receiving
แยกสินค้าที่เสียหาย
จัดเก็บตาม Location
Checklist ก่อนเริ่มติดตั้ง
พื้นที่พร้อม
งานเปียกเสร็จ
ตรวจพื้นเดิม
ตรวจระดับ/ความเรียบตามข้อกำหนด
ตรวจความชื้นตามคำแนะนำผลิตภัณฑ์
สินค้าครบ
Model ถูกต้อง
Color ถูกต้อง
Lot ถูกต้อง
มี Accessories
มี Reserve
มีทีมติดตั้งพร้อม
Checklist ระหว่างติดตั้ง
บันทึกพื้นที่ติดตั้งต่อวัน
บันทึกจำนวนกล่องใช้
บันทึก Waste
บันทึก Offcut
ตรวจความเสียหาย
Update Stock
ตรวจ Forecast
ตรวจ Days of Stock
ตรวจ Delivery งวดถัดไป
Checklist ก่อนปิดโครงการ
Reconcile BOQ
ตรวจ Stock เหลือ
ตรวจ Reserve
ตรวจ Lot
แยกสินค้าสำรอง
บันทึกพื้นที่เก็บ
ตรวจ Accessories
สรุป Waste
สรุป Damaged
สรุป Cost Variance
ส่งมอบเอกสาร
ควรเก็บพื้น SPC สำรองหลังจบโครงการหรือไม่?
ในหลายกรณี “ควรมี” แต่ปริมาณขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการและเงื่อนไขของสินค้า
เพราะหลังส่งมอบอาจเกิด
- รอยขีดข่วน
- การซ่อม
- การเปลี่ยนแผ่น
- งานเจาะ/ปรับปรุง
- Damage จากผู้ใช้งาน
การมีวัสดุรุ่นและสีเดียวกันสำรองไว้ช่วยให้การซ่อมในอนาคตง่ายขึ้น
แต่ต้องมีการบริหาร Stock Reserve อย่างเหมาะสม ไม่ควรเก็บมากเกินความจำเป็น
Maintenance Reserve ต่างจาก Construction Reserve
Construction Reserve
สำรองเพื่อใช้ระหว่างก่อสร้าง
Maintenance Reserve
สำรองหลังส่งมอบ
สองส่วนนี้ควรแยกบัญชี
เพราะหากเอามารวมกัน Site อาจนำของ Maintenance ไปใช้หมดโดยไม่รู้ตัว
สูตรภาพรวมสำหรับวางแผน Stock พื้น SPC
สามารถสรุปเป็น
Total Procurement Quantity
=
Installation Area
Installation Waste
Project Buffer
Maintenance Reserve
แล้วจึงแปลงเป็น
Number of Boxes
โดยใช้พื้นที่ต่อกล่องของ SKU นั้น
จากนั้นวาง
Delivery Schedule
และ
Safety Stock
แยกต่างหาก
ตัวอย่างเต็ม: โครงการโรงแรม 10,000 ตร.ม.
สมมติ
พื้นที่ติดตั้งจริง
10,000 ตร.ม.
แบ่งเป็น
- ห้องพัก = 7,000
- Corridor = 1,500
- Lobby = 800
- Office = 400
- Other = 300
Step 1: กำหนด Waste
ห้องพัก 5%
= 7,350
Corridor 7%
= 1,605
Lobby 8%
= 864
Office 5%
= 420
Other 7%
= 321
รวม
10,560 ตร.ม.
Step 2: เพิ่ม Project Buffer
สมมติ Buffer 2%
10,560 × 1.02
= 10,771.2 ตร.ม.
Step 3: แปลงเป็นกล่อง
สมมติ
2.855 ตร.ม./กล่อง
10,771.2 ÷ 2.855
≈ 3,772 กล่อง
ต้องตรวจสอบการปัดขึ้นตามระบบ Packaging จริง
แต่ไม่ควรจบที่ 3,772 กล่อง
ต้องถามต่อว่า
จะส่งทั้งหมดเมื่อไร?
สมมติระยะติดตั้ง 4 เดือน
ควรแบ่ง
เดือน 1
2,500 ตร.ม.
เดือน 2
3,000 ตร.ม.
เดือน 3
3,000 ตร.ม.
เดือน 4
2,271.2 ตร.ม.
พร้อม Reserve ตามที่กำหนด
นี่คือ Stock Planning ที่เชื่อมกับ Construction Schedule
วิธีวางแผนสำหรับโครงการ 100,000 ตร.ม.
เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น ความผิดพลาดเพียง 1% มีความหมายมาก
1% ของ 100,000
= 1,000 ตร.ม.
ดังนั้นไม่ควรใช้วิธี
“กะเอาประมาณ 5%”
เพียงอย่างเดียว
ควรใช้
- Digital Takeoff
- BOQ
- Flooring Layout
- Historical Waste
- Consumption Rate
- Safety Stock
- Supplier Lead Time
- Delivery Schedule
ร่วมกัน
Historical Data ช่วยให้ Stock แม่นขึ้น
หากบริษัทเคยทำโครงการมาแล้ว
ควรเก็บข้อมูล
- BOQ
- Ordered
- Used
- Waste
- Damaged
- Remaining
- Installation Productivity
- Delivery Delay
ตัวอย่าง
โครงการที่ผ่านมา
Waste จริงเฉลี่ย
4.2%
โครงการใหม่มีลักษณะคล้ายกัน
อาจใช้ 4.2% เป็น Historical Benchmark
แทนการเดา 5–10%
สร้างฐานข้อมูล “Waste by Project Type”
ตัวอย่าง
| Project Type | Historical Waste |
| บ้านจัดสรร | 4.5% |
| คอนโด | 5.8% |
| Office | 5.2% |
| Hotel | 7.1% |
| Retail | 6.5% |
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างโครงสร้างฐานข้อมูล บริษัทควรใช้ข้อมูลจริงของตัวเองในการกำหนดค่า
Stock Planning ที่ดีต้องเชื่อม “Sales → Procurement → Warehouse → Site”
ระบบควรทำงานเป็นสายเดียวกัน
Sales
รับ Requirement
↓
Estimation
คำนวณปริมาณ
↓
Procurement
วางแผนสั่ง
↓
Supplier
Confirm Stock
↓
Warehouse
รับสินค้า
↓
Logistics
ส่งไซต์
↓
Site
ติดตั้ง
↓
Reconciliation
สรุปใช้จริง
หากข้อมูลขาดช่วงใดช่วงหนึ่ง ความเสี่ยง Stockout จะเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ฝ่ายขายควรถามตั้งแต่เริ่มรับงาน
ฝ่ายขายหรือทีม Project Sales ควรถาม
- พื้นที่กี่ตร.ม.?
- ใช้รุ่นอะไร?
- สีอะไร?
- ต้องใช้เมื่อไร?
- โครงการเริ่มติดตั้งวันไหน?
- ต้องส่งกี่งวด?
- ส่งที่ไหน?
- ต้องการ Stock Reservation หรือไม่?
- แบบ Final หรือยัง?
- มีโอกาสเพิ่มปริมาณหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ช่วยให้ Supplier วางแผนได้ตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ Procurement ควรถาม Supplier
- มีของพร้อมกี่ ตร.ม.?
- มีจำนวนกี่กล่อง?
- Lot อะไร?
- สามารถ Reserve ได้หรือไม่?
- Lead Time เท่าไร?
- ถ้าสั่งเพิ่มต้องรอกี่วัน?
- ส่งได้กี่งวด?
- มีข้อจำกัดด้านจำนวนขั้นต่ำหรือไม่?
- มีสินค้าทดแทนหรือไม่?
- เงื่อนไขเคลมอย่างไร?
สิ่งที่ Site Engineer ต้องรายงาน
ทุกสัปดาห์ควรรายงาน
Planned Consumption
เทียบกับ
Actual Consumption
ตัวอย่าง
Planned
2,000 ตร.ม.
Actual
2,200 ตร.ม.
Variance
+200 ตร.ม.
ต้องหาสาเหตุทันที
Variance Analysis
สาเหตุอาจมาจาก
Quantity Variance
ถอด BOQ ผิด
Waste Variance
ตัดเสียมากกว่าคาด
Design Variance
แบบเปลี่ยน
Productivity Variance
ติดตั้งเร็วกว่าแผน
Damage Variance
สินค้าเสียหาย
แต่ละประเภทต้องใช้วิธีแก้ต่างกัน
หากแบบเปลี่ยนต้อง Update Stock Forecast ทันที
สมมติ
เดิม
10,000 ตร.ม.
แก้แบบเป็น
11,000 ตร.ม.
เพิ่ม
1,000 ตร.ม.
อย่ารอจนถึงเดือนติดตั้ง
ต้อง Update
- BOQ
- PO
- Supplier Reservation
- Delivery
- Safety Stock
- Budget
Variation Order กับ Stock
ทุก Variation ควรระบุ
Original Quantity
Revised Quantity
Difference
Unit Price
Additional Quantity
Delivery Impact
เพราะ Variation ไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุน
แต่กระทบ
Material Availability
ด้วย
การวางแผน Stock สำหรับหลายสี
สมมติ
SPC Oak = 5,000 ตร.ม.
SPC Walnut = 2,000 ตร.ม.
SPC Grey = 1,000 ตร.ม.
ไม่ควรมีเพียง
Total Stock = 8,000
แต่ต้องติดตาม
SKU-Level Stock
เพราะ Oak ขาดไม่ได้ถูกทดแทนด้วย Grey
ABC Analysis สำหรับ Stock พื้น SPC
สามารถแบ่งตามมูลค่า
A
สินค้ามูลค่าสูงหรือใช้ปริมาณมาก
ต้องติดตามใกล้ชิด
B
ระดับกลาง
ติดตามเป็นระยะ
C
ใช้ปริมาณน้อย
ควบคุมแบบง่ายกว่า
แต่สำหรับงานโครงการควรพิจารณาเพิ่ม
Criticality
เพราะสินค้าราคาถูกแต่ขาดไม่ได้ก็อาจเป็น Critical SKU
Critical SKU คืออะไร?
คือสินค้าที่หากขาดแล้ว
งานไม่สามารถเดินต่อได้
ตัวอย่าง
พื้น SPC สีหลักของโครงการ
แม้จะมีมูลค่าไม่สูงที่สุด แต่ถ้าขาด
ห้องทั้งหมดอาจหยุดติดตั้ง
ดังนั้นต้องมี Safety Stock สูงกว่าสินค้าที่สามารถสลับใช้ได้
หลัก “Criticality × Lead Time”
หากสินค้า
- Critical สูง
- Lead Time ยาว
ต้องควบคุม Stock อย่างเข้มงวดที่สุด
ตัวอย่าง
| SKU | Criticality | Lead Time | Risk |
| A | สูง | ยาว | 🔴 |
| B | สูง | สั้น | 🟡 |
| C | ต่ำ | ยาว | 🟡 |
| D | ต่ำ | สั้น | 🟢 |
วิธีลดความเสี่ยงด้วย Dual Planning
สำหรับ SKU สำคัญ
ควรมี
Plan A
Supplier หลัก
Plan B
Supplier/Stock สำรอง
แต่ต้องตรวจสอบ Specification และการอนุมัติให้เรียบร้อยก่อน
อย่าดูเฉพาะ Supplier Stock ต้องดู Market Availability
หากรุ่นหนึ่งมีผู้ขายหลายราย
อาจมีทางเลือก
แต่ถ้าเป็น
Custom Color
หรือ
Special Model
ความเสี่ยงจะสูงกว่า
ดังนั้นฝ่ายขายและ Procurement ควรรู้ตั้งแต่ต้นว่า
สินค้านี้ Standard หรือ Special
Stock Plan ควรมี “Risk Register”
ตัวอย่าง
| Risk | Probability | Impact | Action |
| ของขาด | Medium | High | Reserve Stock |
| ส่งล่าช้า | Medium | High | Buffer |
| แบบเปลี่ยน | High | Medium | Revision Control |
| สินค้าเสีย | Low | Medium | Receiving QC |
| สีต่างล็อต | Medium | High | Lot Control |
นี่คือการเปลี่ยนจาก
Reactive
เป็น
Proactive
7 หลักการสำคัญในการวางแผนสต็อกพื้น SPC
1. รู้ว่าต้องใช้เท่าไร
จาก BOQ ที่ถูกต้อง
2. รู้ว่าต้องใช้เมื่อไร
จาก Construction Schedule
3. รู้ว่าสินค้าจะมาถึงเมื่อไร
จาก Supplier Lead Time
4. รู้ว่าต้องสำรองเท่าไร
จาก Risk
5. รู้ว่าสินค้าอยู่ที่ไหน
จาก Warehouse/Site Stock
6. รู้ว่าใช้ไปเท่าไร
จาก Daily Consumption
7. รู้ว่าจะหมดเมื่อไร
จาก Days of Stock
Framework ที่ผู้รับเหมาสามารถนำไปใช้จริง
สามารถใช้สูตร
PLAN → LOCK → RESERVE → DELIVER → INSTALL → MONITOR → REORDER → RECONCILE
PLAN
ถอดปริมาณ
LOCK
ล็อก Specification
RESERVE
จอง Stock
DELIVER
ส่งตาม Schedule
INSTALL
ติดตั้ง
MONITOR
ติดตาม Stock
REORDER
สั่งเพิ่มก่อนถึงจุดวิกฤต
RECONCILE
สรุปใช้จริง
สรุป: “พื้น SPC ไม่ขาดหน้างาน” เริ่มจากการวางแผน ไม่ใช่การสั่งเผื่อเยอะ
การป้องกันปัญหาพื้น SPC ของขาดระหว่างก่อสร้าง ไม่ได้หมายความว่าต้องสั่งสินค้าให้มากที่สุด
แต่ต้องสร้างระบบที่ตอบคำถามได้ว่า
ต้องใช้เท่าไร?
ใช้ที่ไหน?
ใช้เมื่อไร?
ต้องสั่งเมื่อไร?
ต้องมีสำรองเท่าไร?
สินค้าอยู่ล็อตไหน?
เหลือเท่าไร?
ถ้าของไม่พอ จะทำอย่างไร?
เมื่อข้อมูลทั้งหมดเชื่อมโยงกัน การบริหารพื้น SPC สำหรับโครงการจะเปลี่ยนจากการ “สั่งของตามความรู้สึก” เป็นการบริหารด้วยข้อมูล
โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่หลายพันถึงหลายหมื่นตารางเมตร การวางแผนที่ดีสามารถช่วยลดทั้งความเสี่ยงของขาด ลดการสั่งเร่งด่วน ลด Stock ส่วนเกิน และช่วยให้ทีมก่อสร้างเดินงานตาม Schedule ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับงานจริง ควรเริ่มจาก Drawing Revision ล่าสุด → Quantity Takeoff → BOQ → กำหนด Waste → Safety Stock → ตรวจ Supplier Stock → Reserve สินค้า → Delivery Schedule → ตรวจรับ → ติดตาม Consumption → Reorder Point → Reconciliation
และที่สำคัญที่สุดคือ อย่ารอให้พื้น SPC หมดก่อนจึงเริ่มแก้ปัญหา
เพราะในงานโครงการ
“ของขาด 1 วัน” อาจไม่ได้เสียแค่ค่าพื้น แต่สามารถทำให้ทั้ง Schedule ของโครงการเคลื่อนตามไปด้วย
Enoch Thailand กับการวางแผนพื้น SPC สำหรับงานโครงการ
สำหรับผู้รับเหมา Developer Architect Interior Designer และฝ่ายจัดซื้อที่ต้องบริหารพื้น SPC จำนวนมาก การมี Supplier ที่เข้าใจงานโครงการจะช่วยให้การจัดซื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Enoch Thailand มีข้อมูลเกี่ยวกับพื้น SPC สำหรับงานโครงการ รวมถึงแนวทางการถอด BOQ การคำนวณพื้นที่ต่อกล่อง การกำหนด Waste และการเตรียมข้อมูลสำหรับขอราคา ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการวางแผนจัดซื้อได้
ก่อนขอใบเสนอราคาหรือวางแผนสั่งซื้อ แนะนำให้เตรียมข้อมูล
- พื้นที่โครงการ
- จำนวนยูนิต
- แบบ Floor Plan
- Flooring Layout
- รุ่นพื้น SPC
- สี
- ความหนา
- Wear Layer
- พื้นที่ต่อกล่อง
- จำนวนงวดส่ง
- วันที่ต้องการใช้
- สถานที่จัดส่ง
- ปริมาณสำรองที่ต้องการ
จากนั้นจึงให้ Supplier ช่วยตรวจสอบ สินค้า + จำนวน + Stock + Delivery Schedule ให้สอดคล้องกับแผนก่อสร้าง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนสต็อกพื้น SPC สำหรับโครงการ
Q1. พื้น SPC สำหรับโครงการควรเผื่อกี่เปอร์เซ็นต์?
ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ โดยควรพิจารณารูปทรงพื้นที่ แนวปู จำนวนมุม Pattern และวิธีติดตั้ง โดยแนวทางทั่วไปอาจอยู่ประมาณ 3–10% และพื้นที่ที่ซับซ้อนหรือ Pattern พิเศษอาจต้องพิจารณามากกว่านั้น
Q2. Safety Stock พื้น SPC คืออะไร?
คือปริมาณพื้นที่หรือสินค้าเผื่อสำหรับรับมือความไม่แน่นอน เช่น สินค้าเสียหาย แบบเปลี่ยน การใช้จริงสูงกว่าแผน หรือ Supplier ส่งล่าช้า
Q3. Waste กับ Safety Stock ต่างกันอย่างไร?
Waste คือปริมาณที่คาดว่าจะสูญเสียจากการตัดและติดตั้ง ส่วน Safety Stock คือสินค้าสำรองเพื่อรับมือความเสี่ยง
Q4. ควรสั่งพื้น SPC ทั้งโครงการครั้งเดียวหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดเก็บ Cash Flow ระยะเวลาโครงการ ความพร้อมของ Supplier และความเสี่ยงเรื่อง Lot หากโครงการยาวและมีพื้นที่จัดเก็บจำกัด การแบ่งส่งเป็นงวดอาจเหมาะกว่า
Q5. ถ้าพื้น SPC ขาดระหว่างก่อสร้างควรทำอย่างไร?
ตรวจ Stock จริง ตรวจสินค้าระหว่างขนส่ง ตรวจ Supplier Stock คำนวณจำนวนที่ขาด และทำ Recovery Plan โดยอาจปรับลำดับพื้นที่ติดตั้งระหว่างรอสินค้า
Q6. ทำไมต้องสนใจ Lot ของพื้น SPC?
เพราะงานที่ต้องการความสม่ำเสมอของสีและลวดลายควรควบคุมการใช้สินค้าให้เหมาะสมกับล็อต และควรตรวจสอบกับ Supplier ในกรณีต้องสั่งเพิ่ม
Q7. ควรสั่งพื้น SPC จาก BOQ หรือจากพื้นที่จริง?
ควรใช้ทั้งสองอย่าง BOQ ช่วยควบคุมรายการและปริมาณ ส่วนพื้นที่จริงและ Flooring Layout ช่วยตรวจสอบความถูกต้องก่อนสั่ง
Q8. ควรมีพื้น SPC สำรองหลังจบโครงการหรือไม่?
ควรพิจารณาตามลักษณะโครงการ เพราะวัสดุสำรองสามารถช่วยในการซ่อมในอนาคต แต่ต้องกำหนดปริมาณให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด Dead Stock
Q9. พื้น SPC 1 กล่องปูได้กี่ตารางเมตร?
ขึ้นอยู่กับรุ่นและ Packaging ของสินค้า ต้องตรวจสอบข้อมูลของรุ่นนั้นโดยตรง ไม่ควรใช้ค่าของรุ่นหนึ่งไปคำนวณกับอีกรุ่นหนึ่ง
Q10. สามารถใช้เครื่องคำนวณพื้น SPC แทนการทำ BOQ ได้หรือไม่?
ไม่ควร เครื่องคำนวณช่วยคำนวณปริมาณ แต่ต้องตรวจสอบ Drawing, Flooring Layout, Specification และ Revision ของโครงการประกอบด้วย
Q11. ทำไมต้องแบ่ง Stock ตามสี?
เพราะพื้น SPC คนละสีไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ แม้จะเป็นรุ่นเดียวกันก็ตาม
Q12. ถ้าแบบเปลี่ยนหลังสั่งสินค้าแล้วต้องทำอย่างไร?
ควรตรวจสอบ Quantity ใหม่ เปรียบเทียบกับ PO และ Stock ที่มีอยู่ จากนั้นคำนวณส่วนต่างและแจ้ง Supplier ทันที
Q13. Reorder Point ของพื้น SPC คำนวณอย่างไร?
สูตรพื้นฐานคือ
Reorder Point = Average Daily Usage × Lead Time + Safety Stock
Q14. ทำไมต้องทำ Stock Report ทุกสัปดาห์?
เพราะปริมาณใช้งานจริงอาจแตกต่างจาก BOQ และ Schedule หากรอจนสิ้นเดือนจึงตรวจสอบ อาจแก้ปัญหาของขาดไม่ทัน
Q15. Supplier ควรช่วยวางแผน Stock หรือไม่?
สำหรับงานโครงการขนาดใหญ่ ควรทำงานร่วมกันตั้งแต่การตรวจ BOQ, ตรวจ Stock, Reserve สินค้า, วาง Delivery Schedule และติดตามการสั่งเพิ่ม
Checklist สรุปสำหรับผู้รับเหมาและฝ่ายจัดซื้อ
ก่อนสั่ง
Drawing ล่าสุด
Flooring Layout ล่าสุด
BOQ ถูกต้อง
Model ถูกต้อง
Color ถูกต้อง
Specification ครบ
คำนวณ Waste
คำนวณ Safety Stock
ตรวจ Lead Time
ตรวจ Supplier Stock
หลังสั่ง
PO Confirmed
Stock Reserved
Lot Confirmed
Delivery Schedule Confirmed
สถานที่จัดเก็บพร้อม
ผู้รับสินค้าพร้อม
เมื่อสินค้าเข้าไซต์
ตรวจจำนวน
ตรวจรุ่น
ตรวจสี
ตรวจ Lot
ตรวจกล่อง
ตรวจความเสียหาย
บันทึก Stock
ระหว่างติดตั้ง
บันทึก Daily Consumption
บันทึก Waste
Update Stock
ตรวจ Days of Stock
ตรวจ Delivery งวดต่อไป
ตรวจ Variation
ก่อนจบงาน
Reconcile BOQ
ตรวจ Stock คงเหลือ
แยก Reserve
สรุป Waste
สรุป Damage
จัดเก็บสินค้าสำรอง
ส่งมอบข้อมูลให้เจ้าของโครงการ
การ วางแผนสต็อกพื้น SPC สำหรับโครงการ เป็นมากกว่าการคำนวณว่าต้องใช้กี่ตารางเมตร แต่เป็นกระบวนการบริหารตั้งแต่ BOQ, Flooring Layout, Specification, Waste, Safety Stock, Supplier Lead Time, Stock Reservation, Delivery Schedule, Lot Control และการติดตามปริมาณใช้จริงหน้างาน
สำหรับโครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม สำนักงาน ร้านค้า หรืออาคารขนาดใหญ่ หากวางแผน Stock ตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง จะช่วยลดความเสี่ยงจาก พื้น SPC ของขาด การสั่งสินค้าเร่งด่วน การส่งของล่าช้า การใช้สินค้าผิดรุ่นหรือผิดสี และ Stock เหลือเกินความจำเป็น
หลักสำคัญคือ
คำนวณให้ถูก → ล็อก Specification → จองสินค้า → แบ่งส่งตาม Schedule → คุม Stock → ติดตามการใช้จริง → สั่งเพิ่มก่อนถึงจุดวิกฤต
และสำหรับงานโครงการที่มีปริมาณมาก การเลือก Supplier ที่สามารถให้ข้อมูลด้าน Specification, BOQ, ปริมาณต่อกล่อง และการวางแผนจัดส่ง จะช่วยให้การบริหารวัสดุมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากต้องการวางแผนพื้น SPC สำหรับโครงการตั้งแต่ หลักร้อยถึงหลักหมื่นตารางเมตร สามารถเตรียม BOQ, แบบพื้นที่, รุ่น/สีที่ต้องการ และกำหนดการติดตั้ง เพื่อใช้ตรวจสอบปริมาณและวางแผนการจัดส่งกับทีม Enoch Thailand ได้
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
https://enochthailand.com/หรือดูตัวอย่างสินค้าและรุ่นต่าง ๆ ได้ที่
Enoch SPC 4 มม.
Enoch SPC 5.5 มม.
Enoch SPC 6.5 มม.
Enoch SPC PREMIUM รุ่น ELITE PRIME 4 มม.
Enoch พื้น SPC พรีเมี่ยม ซีรีย์ รุ่น NBL
ผ่านการทดสอบ รับรองมาตรฐาน
ติดต่อทีมงานเพื่อรับราคาโครงการ / ใบเสนอราคา / ตัวอย่างสินค้า
Tel. 096-152 3339
แอดไลน์ @enochth
คลิก https://lin.ee/y58u0WW
FB: https://www.facebook.com/enochthailand/
IG: https://www.instagram.com/enochflooring/
TikTok : https://www.tiktok.com/@enoch.thailand
Youtube: https://lnkd.in/df5ahruH
หน้าร้านเราก็มี! ปักหมุด Google Map ที่ https://maps.app.goo.gl/zoEyaqCgCY6bw48M7
แผนที่ตั้งโชว์รูม
บริษัท อีโนช ฟลูริง (ไทยแลนด์) จำกัด
Show Room : 38/109-110 หมู่ 19 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ








