วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรร มีอะไรบ้าง? คู่มือเลือกวัสดุให้สวย คุมงบ และเหมาะกับการใช้งานจริง
การพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องทำเล ราคา หรือรูปแบบบ้านเท่านั้น แต่ “วัสดุตกแต่ง” ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อทั้งภาพลักษณ์ของโครงการ ต้นทุนก่อสร้าง ประสบการณ์ของผู้ซื้อบ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สำหรับโครงการที่มีบ้านจำนวนมาก เช่น 20 หลัง 50 หลัง 100 หลัง หรือมากกว่านั้น การเลือกวัสดุจึงแตกต่างจากการเลือกวัสดุสำหรับบ้านพักอาศัยเพียง 1 หลังอย่างชัดเจน เพราะต้องคิดพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่ความสวยงาม ความสม่ำเสมอของสีและลวดลาย ความเหมาะสมกับพื้นที่ ปริมาณการใช้งาน ราคาต่อตารางเมตร ความรวดเร็วในการติดตั้ง การจัดส่ง การควบคุมสต็อก วัสดุสำรอง และงานบริการหลังการขาย
คำถามที่เจ้าของโครงการหรือผู้รับเหมามักพบ เช่น
- โครงการบ้านจัดสรรควรเลือกพื้นแบบไหนดี?
- พื้น SPC เหมาะกับบ้านจัดสรรหรือไม่?
- ห้องนั่งเล่นและห้องนอนควรใช้วัสดุแบบเดียวกันหรือไม่?
- ผนัง Feature Wall ของบ้านตัวอย่างควรใช้วัสดุอะไร?
- พื้นที่สวนหรือพื้นที่กลางแจ้งควรใช้หญ้าจริงหรือหญ้าเทียม?
- ระเบียงและพื้นที่ Outdoor ควรเลือก WPC แบบไหน?
- ผนังตกแต่งภายในควรเลือก PU Stone, UPVC หรือวัสดุชนิดอื่น?
- หากโครงการมีบ้านหลายสิบหลัง จะควบคุมสีวัสดุให้เหมือนกันได้อย่างไร?
- ควรสั่งวัสดุครั้งเดียวทั้งโครงการหรือแบ่งส่งเป็นเฟส?
- จะทำ BOQ อย่างไรให้จำนวนวัสดุไม่ขาดหรือเหลือมากเกินไป?
บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่ภาพรวมของวัสดุตกแต่งที่เหมาะกับโครงการบ้านจัดสรร ไปจนถึงวิธีเลือกวัสดุตามพื้นที่ วิธีวางสเปก วิธีคุมงบประมาณ วิธีสั่งสินค้าแบบโครงการ และแนวทางวางระบบจัดซื้อให้ผู้รับเหมา Developer Architect Interior Designer และฝ่ายจัดซื้อสามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น
วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรคืออะไร?
วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรร หมายถึงวัสดุที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพ ภาพลักษณ์ ความสวยงาม ความสะดวกในการใช้งาน และความเป็นระเบียบของบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง ตั้งแต่งานพื้น ผนัง ฝ้า งานภายนอก งาน Landscape ไปจนถึงพื้นที่สำนักงานขาย Clubhouse หรือบ้านตัวอย่าง
วัสดุเหล่านี้อาจแบ่งตามพื้นที่ใช้งานได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1. วัสดุปูพื้นภายใน
ใช้ในห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องทำงาน ห้องแต่งตัว หรือพื้นที่ภายในบ้าน เช่น
- พื้น SPC
- กระเบื้อง
- ไม้
- ลามิเนต
- วัสดุปูพื้นประเภทอื่น
ในกลุ่มโครงการบ้านจัดสรร พื้น SPC เป็นวัสดุที่น่าสนใจเพราะมีระบบ Click Lock และมีหลายความหนาให้เลือกตามโจทย์ของโครงการ โดย Enoch มีรุ่นที่อยู่ในช่วงความหนา 4 มม., 5.5 มม. และ 6.5 มม. รวมถึงหลายระดับของสเปกสินค้า
2. วัสดุตกแต่งผนังและฝ้า
ใช้สำหรับสร้างเอกลักษณ์ให้กับบ้าน เช่น
- ผนัง Feature Wall
- ผนัง TV
- ผนังโถงทางเข้า
- ผนังห้องรับแขก
- ฝ้าตกแต่ง
- ผนังตกแต่งบริเวณครัวหรือพื้นที่เฉพาะ
วัสดุในกลุ่มนี้อาจประกอบด้วย PU Stone, UPVC, WPC หรือวัสดุตกแต่งอื่นตามสไตล์ของโครงการ
3. วัสดุภายนอกอาคารและ Landscape
เช่น
- WPC
- ไม้ระแนงเทียม
- วัสดุกรุผนังภายนอก
- วัสดุกรุฝ้า Outdoor
- พื้นไม้เทียม
- หญ้าเทียม
วัสดุเหล่านี้มีบทบาทมากขึ้นในบ้านจัดสรรสไตล์ Modern, Minimal, Tropical และ Resort เพราะช่วยสร้าง Mood & Tone ของบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง
4. วัสดุสำหรับพื้นที่ใช้งานเฉพาะ
เช่น
- Carpet Tile
- พื้นสำนักงาน
- Showroom
- Sales Office
- Clubhouse
- ห้องประชุม
- Home Office
ดังนั้นการเลือกวัสดุตกแต่งโครงการบ้านจัดสรรไม่ควรคิดว่า “ต้องใช้วัสดุชนิดเดียวทั่วทั้งโครงการ” แต่ควรแบ่งตามประเภทพื้นที่และลักษณะการใช้งาน
ทำไมการเลือกวัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรจึงสำคัญ?
สำหรับบ้าน 1 หลัง เจ้าของบ้านอาจเลือกวัสดุจากความชอบส่วนตัวได้ แต่สำหรับโครงการบ้านจัดสรร การตัดสินใจเรื่องวัสดุมีผลในหลายระดับ
1. มีผลต่อภาพลักษณ์ของโครงการ
สิ่งแรกที่ลูกค้าสัมผัสได้เมื่อเข้าชมบ้านตัวอย่างคือ
- สี
- พื้นผิว
- Texture
- ลายไม้
- ผนัง
- ฝ้า
- Landscape
- วัสดุบริเวณทางเข้า
วัสดุที่มีคุณภาพและเข้ากับแนวคิดของโครงการสามารถทำให้บ้านดูมีระดับมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มองค์ประกอบตกแต่งทุกจุด
ตัวอย่างเช่น
บ้านสไตล์ Modern Luxury อาจใช้
- พื้น SPC โทนไม้ธรรมชาติ
- PU Stone สำหรับ Feature Wall
- WPC สำหรับพื้นที่ Outdoor
- หญ้าเทียมสำหรับสวน
- วัสดุตกแต่งโทน Navy, Wood, Stone
ขณะที่บ้านสไตล์ Minimal อาจเลือก
- SPC สีไม้โอ๊คอ่อน
- ผนังสีขาวหรือเทาอ่อน
- WPC สีไม้ธรรมชาติ
- Landscape ที่มีเส้นสายเรียบง่าย
ดังนั้นวัสดุจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ทำให้บ้านเสร็จ” แต่ยังช่วยสร้างตัวตนของแบรนด์โครงการ
2. มีผลต่อความรู้สึกของผู้ซื้อ
ผู้ซื้อบ้านไม่ได้ประเมินบ้านจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว
ประสบการณ์จริงเกิดจากการสัมผัสวัสดุ
เมื่อเดินเข้าบ้าน สิ่งที่ผู้ซื้อเห็นทันทีคือพื้น
เมื่อเดินเข้าห้องรับแขก สิ่งที่สร้างจุดเด่นอาจเป็นผนัง Feature Wall
เมื่อมองออกไปนอกบ้าน จะเห็นพื้นที่สวน ระเบียง หรือผนังตกแต่งภายนอก
ดังนั้นการเลือกวัสดุอย่างเป็นระบบสามารถช่วยทำให้ “บ้านดูพร้อมอยู่” มากขึ้น
3. มีผลต่อต้นทุนโครงการ
คำว่า “ราคาถูกที่สุด” ไม่ได้หมายความว่า “ต้นทุนรวมต่ำที่สุด”
สำหรับโครงการควรพิจารณา
ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าติดตั้ง + ค่าแรง + การสูญเสีย + วัสดุสำรอง + ค่าซ่อม + ค่าเปลี่ยนวัสดุในอนาคต
ตัวอย่างเช่น วัสดุ A ราคาต่อตารางเมตรต่ำกว่า B แต่ติดตั้งยาก ใช้เวลานาน และมีเศษวัสดุมากกว่า
เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดแล้ว วัสดุ A อาจไม่ได้ประหยัดกว่าวัสดุ B
ดังนั้น Developer และฝ่ายจัดซื้อควรวิเคราะห์ “ต้นทุนรวมของโครงการ” มากกว่าดูเฉพาะราคาต่อหน่วย
วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรมีอะไรบ้าง?
วัสดุที่สามารถนำมาพิจารณาสำหรับโครงการบ้านจัดสรรมีหลายประเภท โดยแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน
ในบทความนี้จะเน้นวัสดุที่เหมาะกับการทำงานโครงการและสอดคล้องกับกลุ่มสินค้าของ Enoch ได้แก่
- พื้น SPC
- WPC
- หญ้าเทียม
- PU Stone
- UPVC ผนังและฝ้า
- Carpet Tile
- วัสดุสำหรับพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่เฉพาะ
1.พื้น SPC สำหรับโครงการบ้านจัดสรร
พื้น SPC หรือ Stone Plastic Composite เป็นวัสดุปูพื้นที่ได้รับความสนใจในงานที่อยู่อาศัย เนื่องจากมีโครงสร้างแบบ Rigid Core และมีระบบ Click Lock ในสินค้าหลายรุ่น
Enoch มีผลิตภัณฑ์พื้น SPC หลายระดับความหนา รวมถึงรุ่น 4 มม., 5.5 มม. และ 6.5 มม. ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาตามลักษณะพื้นที่และเงื่อนไขของโครงการได้
1.1 ทำไมพื้น SPC จึงน่าสนใจสำหรับบ้านจัดสรร?
โครงการบ้านจัดสรรต้องการวัสดุที่สามารถวางมาตรฐานซ้ำได้หลายยูนิต
ตัวอย่างเช่น
โครงการมี 100 หลัง
ถ้าแต่ละหลังใช้พื้น 100 ตารางเมตร
พื้นที่รวมอาจอยู่ที่
100 × 100 = 10,000 ตารางเมตร
นั่นหมายความว่าการเลือกวัสดุเพียงหนึ่งรายการอาจกลายเป็นการจัดซื้อระดับหลายพันหรือนับหมื่นตารางเมตร
จึงจำเป็นต้องพิจารณา
- รุ่น
- Product Code
- สี
- ความหนา
- Wear Layer
- ระบบ Click
- Underlay
- พื้นที่ต่อกล่อง
- Lot
- จำนวนสต็อก
- ระยะเวลาจัดส่ง
- วัสดุสำรอง
- Warranty
ไม่ควรระบุเพียงว่า “พื้น SPC สีไม้”
1.2 ควรเลือก SPC 4 มม., 5.5 มม. หรือ 6.5 มม.?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกโครงการ
เพราะแต่ละโครงการมีงบประมาณและข้อกำหนดไม่เหมือนกัน
SPC 4 มม.
เหมาะสำหรับการพิจารณาในพื้นที่อยู่อาศัยทั่วไป และงานที่มีข้อจำกัดด้านระดับพื้น
ตัวอย่างพื้นที่
- ห้องนอน
- ห้องพัก
- ห้องทำงาน
- ห้องนั่งเล่น
- บ้านที่ต้องการควบคุมงบประมาณ
SPC 5.5 มม.
เป็นระดับที่เหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการความสมดุลระหว่างโครงสร้าง การใช้งาน และงบประมาณ
อาจนำมาพิจารณาสำหรับ
- บ้านทั่วไป
- บ้านระดับกลาง
- ห้องนั่งเล่น
- บ้าน Premium
- พื้นที่ที่ต้องการความรู้สึกแน่นขึ้น
SPC 6.5 มม.
เหมาะกับโครงการที่กำหนดสเปกสูงขึ้น หรือพื้นที่ที่ต้องการประเมินโครงสร้างพื้นและ Performance อย่างละเอียด
อย่างไรก็ตาม ผู้รับเหมาไม่ควรกำหนดสเปกจาก “ความหนา” เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณา Wear Layer, Core, Click Lock, Underlay, Traffic และเงื่อนไขการใช้งานร่วมกัน
Enoch เองก็มีบทความเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ SPC 4 มม., 5.5 มม. และ 6.5 มม. ที่สามารถใช้เป็นบทความสนับสนุนสำหรับผู้ซื้อโครงการได้
1.3 สิ่งที่ต้องระบุใน Spec พื้น SPC สำหรับบ้านจัดสรร
การเขียน Spec ที่ดีควรละเอียดพอที่จะป้องกันการเปลี่ยนสินค้าเป็นคนละสเปกโดยไม่ได้ตั้งใจ
ตัวอย่าง
SPC Flooring
Thickness: 5.5 mm
Type: Click Lock
Product Code: ______
Color: ______
Wear Layer: ______
Underlay: ______
Size: ______
Area/Box: ______
Lot/Batch: ______
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ควรเก็บข้อมูล Lot และ Product Code ไว้ในระบบเอกสารด้วย เพราะสินค้ารหัสเดียวกันที่ผลิตคนละ Lot อาจมีความแตกต่างด้านเฉดสีหรือลักษณะผิวได้ โดยเฉพาะเมื่อโครงการมีการติดตั้งต่อเนื่องหลายเดือน
1.4 ทำไม Lot ของพื้น SPC จึงสำคัญ?
สมมติบ้านตัวอย่างใช้สี SPC รหัส A
โครงการเฟสแรกใช้ Lot 01
อีก 6 เดือนต่อมาโครงการเฟสสองสั่งเพิ่มเป็น Lot 02
แม้ Product Code จะเหมือนกัน แต่รายละเอียดของลายและเฉดสีอาจไม่เหมือนเดิมทั้งหมด
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- บ้านตัวอย่างกับบ้านส่งมอบมีสีต่างกัน
- บ้านเฟสแรกและเฟสสองดูไม่เหมือนกัน
- การซ่อมแซมภายหลังหาสีเดิมไม่ได้
- มีการรื้อพื้นบางส่วนเพื่อแก้งาน
- ฝ่ายจัดซื้อไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ดังนั้นโครงการที่ต้องการความสม่ำเสมอสูงควรพิจารณาการจอง Lot หรือวางแผนการสั่งซื้อระยะยาวตั้งแต่ต้น
2. WPC สำหรับโครงการบ้านจัดสรร
WPC หรือ Wood Plastic Composite เป็นหนึ่งในวัสดุที่เหมาะกับการสร้างบรรยากาศแบบไม้โดยเฉพาะพื้นที่ Outdoor หรือพื้นที่ที่ต้องการภาพลักษณ์ร่วมสมัย
ภายในกลุ่มสินค้าของ Enoch มีทั้ง WPC สำหรับงานภายใน งานภายนอก งานกรุฝ้า-ผนังภายนอก และพื้นไม้เทียมภายนอก
2.1 WPC ใช้ตรงไหนในบ้านจัดสรรได้บ้าง?
ตัวอย่างพื้นที่ ได้แก่
- ผนัง Facade
- ผนังตกแต่งหน้าบ้าน
- ระแนงบังแดด
- ระเบียง
- ชานบ้าน
- ฝ้าภายนอก
- ผนัง Outdoor
- พื้นบริเวณสวน
- พื้นที่พักผ่อนภายนอก
2.2 WPC ภายในกับ WPC ภายนอกต่างกันอย่างไร?
ก่อนสั่งซื้อควรแยกให้ชัดว่าเป็น
WPC Interior
หรือ
WPC Exterior
เพราะสภาพแวดล้อมในการใช้งานต่างกัน
พื้นที่ภายนอกต้องเจอกับ
- แดด
- ฝน
- ความชื้น
- การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
- ฝุ่น
- น้ำ
- UV
ดังนั้นการเลือกวัสดุควรอ้างอิง Technical Specification ของรุ่นที่ต้องการใช้จริง
2.3 WPC ช่วยสร้างภาพลักษณ์โครงการอย่างไร?
สำหรับบ้านจัดสรรยุคใหม่ “Facade” มีผลต่อความรู้สึกของผู้ซื้ออย่างมาก
บ้านที่มีองค์ประกอบ
- ผนังสีขาว
- กระจก
- WPC ลายไม้
- ไฟ Warm Light
- หินเทียม
- Landscape
สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากบ้านที่ใช้ผนังเรียบทั้งหมด
WPC จึงเหมาะกับการใช้เป็น “Accent Material” มากกว่าการติดตั้งทุกพื้นที่โดยไม่วาง Design Concept
2.4. เลือก WPC อย่างไรสำหรับโครงการจำนวนมาก?
ควรกำหนด
- รุ่น
- ขนาด
- สี
- ความหนา
- พื้นที่ใช้งาน
- รูปแบบติดตั้ง
- โครงคร่าว
- จุดยึด
- ระยะระหว่างแป
- Expansion Gap
- วิธีจัดเก็บ
ตัวอย่างข้อมูลสินค้า WPC ของ Enoch ในปัจจุบันมีทั้งรุ่นสำหรับฝ้าและผนังภายนอก รวมถึงพื้น WPC ภายนอกหลายรุ่น โดยข้อมูลในเครื่องคำนวณของเว็บไซต์ระบุขนาดและพื้นที่ติดตั้งต่อกล่องของแต่ละรุ่นไว้สำหรับใช้คำนวณโครงการ

3.หญ้าเทียมสำหรับโครงการบ้านจัดสรร
หญ้าเทียมเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการสร้าง Green Area ให้ดูสวยตลอดเวลาโดยไม่ต้องดูแลเหมือนสนามหญ้าจริง
ในโครงการบ้านจัดสรรสามารถใช้ได้ทั้งพื้นที่บ้านตัวอย่าง พื้นที่ส่วนกลาง ซุ้มต้อนรับ สนามเด็กเล่น บริเวณรอบ Clubhouse หรือสวนตกแต่ง
3.1 หญ้าเทียมใช้บริเวณไหนได้บ้าง?
ตัวอย่างเช่น
- สนามหญ้าหน้าบ้านตัวอย่าง
- สวนข้างบ้าน
- พื้นที่ Landscape
- รอบ Clubhouse
- พื้นที่พักผ่อน
- ทางเดินสวน
- พื้นที่จัดแสดงบ้าน
- มุมถ่ายภาพ
- พื้นที่สีเขียวใน Sales Gallery
3.2 หญ้าเทียม 20 มม., 30 มม. หรือ 40 มม.?
การเลือกความสูงไม่ควรดูเฉพาะตัวเลข
ควรดู
- การใช้งาน
- ปริมาณการเดิน
- รูปลักษณ์ที่ต้องการ
- ความหนาแน่นของเส้นใย
- สีของเส้นหญ้า
- Thatch
- Backing
- การระบายน้ำ
- การคืนตัวหลังการเดิน
สำหรับโครงการบ้านจัดสรร หญ้าเทียมประมาณ 20–30 มม. สามารถนำมาพิจารณาเป็นระดับสำหรับพื้นที่ใช้งานทั่วไป ขณะที่พื้นที่ที่ต้องการภาพลักษณ์เป็นธรรมชาติมากขึ้นอาจพิจารณาความสูงที่มากขึ้นตามสเปกสินค้า
3.3 บ้านจัดสรรควรใช้หญ้าเทียมรุ่นเดียวทั้งโครงการหรือไม่?
ไม่จำเป็น
โครงการสามารถแบ่งพื้นที่ตามลักษณะการใช้งาน เช่น
| พื้นที่ | แนวทางเลือก |
|---|---|
| สวนหน้าบ้าน | เน้นสวยและดูแลง่าย |
| มุมถ่ายภาพ | เน้น Natural Look |
| ทางเดิน | เน้นความหนาแน่นและการคืนตัว |
| Clubhouse | เน้นภาพลักษณ์ |
| สนามเด็กเล่น | เน้นระบบติดตั้งและพื้นที่รองรับ |
| บ้านตัวอย่าง | เน้นความสวยงาม |
ดังนั้นการใช้วัสดุหลายรุ่นอย่างมีระบบอาจควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าการใช้วัสดุ Premium ทุกพื้นที่

4.PU Stone สำหรับผนังบ้านจัดสรร
PU Stone หรือผนังหินเทียม PU เป็นวัสดุที่นำมาประยุกต์ใช้กับงานผนังตกแต่งเพื่อสร้าง Texture และภาพลักษณ์แบบหิน
Enoch มีผลิตภัณฑ์ PU Faux Stone ขนาด 600 × 1,200 มม. ความหนา 50 มม. และมีหลายสีหรือหลายรหัสให้เลือกใช้กับงาน Interior โดยหน้าสินค้าระบุจุดเด่น เช่น น้ำหนักเบาและสามารถใช้กับพื้นที่ตกแต่งภายในได้
4.1 PU Stone ใช้บริเวณไหนในบ้านจัดสรรได้?
พื้นที่ยอดนิยม ได้แก่
- ผนัง TV
- Feature Wall
- ห้องรับแขก
- ห้องรับประทานอาหาร
- โถงทางเข้า
- ผนังบ้านตัวอย่าง
- ผนังสำนักงานขาย
- ผนัง Clubhouse
- Showroom
- Café ภายในโครงการ
4.2 ทำไม PU Stone จึงเหมาะกับบ้านตัวอย่าง?
บ้านตัวอย่างต้องสื่อสารภาพลักษณ์ในเวลาอันสั้น
เมื่อผู้ซื้อเดินเข้ามา วัสดุที่มี Texture จะช่วยสร้างจุดเด่นได้เร็ว
ตัวอย่างเช่น
พื้น SPC ลายไม้ + ผนัง PU Stone + ไฟ Warm White + เฟอร์นิเจอร์ไม้
องค์ประกอบเหล่านี้สามารถทำให้พื้นที่ธรรมดามีจุดนำสายตาได้ โดยไม่จำเป็นต้องตกแต่งทุกผนัง
4.3 PU Stone หรือหินธรรมชาติ?
ทั้งสองชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน
| ปัจจัย | PU Stone | หินธรรมชาติ |
|---|---|---|
| น้ำหนัก | โดยทั่วไปเบากว่า | หนักกว่า |
| การขนย้าย | สะดวกกว่า | ต้องวางแผน |
| การติดตั้ง | ใช้ระบบกาวตามสเปก | ต้องเตรียมพื้นและระบบติดตั้ง |
| Texture | ผลิตให้มีลวดลายได้ | ลักษณะธรรมชาติ |
| งบประมาณ | ต้องประเมินตามรุ่น | แตกต่างตามชนิดหิน |
| การออกแบบ | ทำ Pattern ได้ง่าย | ใช้ความเป็นธรรมชาติเป็นจุดเด่น |
| เหมาะกับ | Feature Wall | งานหินจริง |
ในการทำโครงการ สิ่งสำคัญคือการเลือกวัสดุให้สอดคล้องกับ Design Intent มากกว่าการตั้งคำถามว่าอะไร “ดีกว่า” เสมอไป

5.UPVC สำหรับผนังและฝ้าในโครงการบ้านจัดสรร
วัสดุ UPVC สามารถนำมาพิจารณาในงานผนังและฝ้าภายใน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการความเรียบร้อยและติดตั้งเป็นระบบ
Enoch ปัจจุบันมีทั้งแผ่นฝ้าภายใน UPVC และแผ่นผนังภายใน UPVC แบบเรียบ
ข้อมูลในเครื่องคำนวณของเว็บไซต์ระบุ เช่น
- แผ่นฝ้าภายใน UPVC ขนาด 300 × 2,900 × 7 มม.
- แผ่นผนังภายใน UPVC ขนาด 400 × 2,900 × 8 มม.
พร้อมข้อมูลจำนวนแผ่นและพื้นที่ติดตั้งต่อกล่องสำหรับใช้วางแผนจำนวนวัสดุ
5.1 UPVC คืออะไร และเหมาะกับงานโครงการบ้านจัดสรรอย่างไร?
UPVC เป็นวัสดุพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างและงานตกแต่ง โดยในงานโครงการสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ที่ต้องการผิวงานเรียบและมีความสม่ำเสมอ
สำหรับโครงการบ้านจัดสรร จุดที่น่าสนใจคือการที่วัสดุสามารถกำหนดเป็น Material Standard แล้วนำไปใช้ซ้ำกับบ้านหลายยูนิตได้
ตัวอย่างเช่น
บ้าน Type A → ใช้แผ่นฝ้า UPVC รุ่นเดียวกัน
บ้าน Type B → ใช้แผ่นผนัง UPVC รุ่นเดียวกัน
Sales Office → ใช้สีเดียวกับบ้านตัวอย่าง
Clubhouse → ใช้วัสดุในโทนเดียวกับโครงการ
แนวคิดนี้ช่วยให้ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายจัดซื้อ ผู้รับเหมา และฝ่าย QC ทำงานจากข้อมูลชุดเดียวกันได้ง่ายขึ้น
5.2 แผ่นฝ้า UPVC สำหรับบ้านจัดสรร
งานฝ้าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องคำนึงถึงทั้งความเรียบร้อย ความสม่ำเสมอ และการติดตั้งที่เหมาะกับสภาพหน้างาน
แผ่นฝ้าภายใน UPVC ของ Enoch รุ่นที่แสดงบนเว็บไซต์มีขนาด 300 × 2,900 × 7 มม. และ 1 กล่องบรรจุ 7 แผ่น ติดตั้งได้ประมาณ 6.09 ตร.ม. ต่อกล่อง
คุณสมบัติของแผ่นฝ้ารุ่นดังกล่าว เช่น โครงสร้างแบบกลวงเพื่อลดน้ำหนัก และมีการเคลือบผิว UV เพื่อช่วยชะลอการเหลืองหรือซีดของพื้นผิวจากการรับแสงเป็นเวลานานสำหรับการใช้งานภายใน นอกจากนี้หน้า product ยังระบุคุณสมบัติ เช่น กันน้ำ กันปลวก ไม่เป็นเชื้อรา และไม่ลามไฟ ซึ่งการนำไปใช้ในแต่ละพื้นที่ควรตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานและเอกสารสเปกของรุ่นนั้นประกอบทุกครั้ง
5.3 UPVC สามารถใช้กับพื้นที่ใดในโครงการบ้านจัดสรรได้บ้าง?
การใช้งานควรแบ่งตามวัตถุประสงค์ ไม่จำเป็นต้องใช้ UPVC ทุกพื้นที่ของบ้าน
พื้นที่ที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่
ห้องนั่งเล่น
ใช้สำหรับงานฝ้า หรือผนังตกแต่งบางส่วนที่ต้องการ Mood & Tone แบบเรียบและทันสมัย
ห้องนอน
เหมาะกับโครงการที่ต้องการควบคุมรูปแบบและสีให้เหมือนกันทุกยูนิต
ห้องทำงาน
สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานตกแต่งเพื่อสร้างพื้นที่ที่ดูเรียบร้อยและเป็นระเบียบ
ห้องแต่งตัว
สามารถเลือกใช้กับงานผนังหรือฝ้าตามรูปแบบงานออกแบบ
ห้องซักล้างหรือพื้นที่ที่มีความชื้น
สามารถนำมาพิจารณาได้เฉพาะรุ่นและตำแหน่งที่ผู้ผลิตระบุว่าเหมาะสม โดยต้องตรวจสอบระบบติดตั้งและรายละเอียด Technical Specification ก่อนเสมอ
บ้านตัวอย่าง
สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพรวมของบ้านให้ดูเรียบ สะอาด และดูแลรักษาง่าย
5.4. แผ่นผนัง UPVC สำหรับโครงการบ้านจัดสรร
นอกจากงานฝ้าแล้ว UPVC ยังสามารถนำมาใช้กับงานผนังภายใน โดย Enoch มี แผ่นผนังภายใน UPVC แบบเรียบระบบคลิกล็อก ขนาด 400 × 2,900 × 8 มม. จำนวน 6 แผ่นต่อกล่อง และติดตั้งได้ประมาณ 6.96 ตร.ม. ต่อกล่อง ตามข้อมูลบนเว็บไซต์
ระบบคลิกล็อกช่วยให้การวางแผ่นเป็นระบบมากขึ้น และในมุมของโครงการ จุดสำคัญคือการกำหนดรุ่น สี และรหัสสินค้าให้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงออกแบบและจัดซื้อ
ตัวอย่างการกำหนด Spec
Material: Interior UPVC Wall Panel
Type: Flat / Click Lock
Size: 400 × 2,900 × 8 mm.
Color Code: __________
Product Code: __________
Installation System: __________
การระบุข้อมูลลักษณะนี้ช่วยลดความสับสนเมื่อมีการสั่งซื้อวัสดุซ้ำหลายครั้ง
5.5 ทำไม UPVC จึงน่าสนใจสำหรับโครงการที่มีหลายยูนิต?
โครงการบ้านจัดสรรมีความแตกต่างจากบ้านทั่วไปตรงที่ต้องทำงานซ้ำจำนวนมาก
หากเป็นโครงการ 100 หลัง ผู้รับเหมาอาจต้องทำรายละเอียดเดิมซ้ำหลายสิบหรือหลายร้อยครั้ง
ดังนั้นวัสดุที่เหมาะกับโครงการควรมีคุณสมบัติด้าน
- ขนาดมาตรฐาน
- รหัสสินค้าแน่นอน
- สีชัดเจน
- คำนวณพื้นที่ได้ง่าย
- มีข้อมูลบรรจุภัณฑ์
- วางแผนสั่งซื้อได้
- สามารถแบ่งส่งตามเฟสได้
- เก็บข้อมูลสำหรับงานซ่อมได้
นี่คือเหตุผลที่ฝ่ายจัดซื้อไม่ควรเลือกวัสดุจากราคาต่อหน่วยเพียงอย่างเดียว แต่ควรดู “ระบบการบริหารวัสดุทั้งโครงการ” ไปพร้อมกัน
5.6 UPVC กับการควบคุมมาตรฐานบ้านแต่ละหลัง
สมมติโครงการมีบ้านแบบเดียวกัน 50 หลัง
หากบ้านทุกหลังใช้ผนัง UPVC รหัสเดียวกัน ฝ่ายโครงการสามารถกำหนดเป็น Standard Material ได้ เช่น
Living Room
UPVC2-C-001
Bedroom
UPVC2-C-001
Ceiling
UPVC1-C-001
เมื่อต้องทำบ้านหลังที่ 1, 2, 3 จนถึงหลังที่ 50 ทีมงานเพียงอ้างอิง Material Schedule เดียวกัน
ข้อดีคือ
- ลดการสั่งผิดรุ่น
- ลดความสับสนระหว่างสี
- ตรวจรับสินค้าได้ง่าย
- ตรวจงานหน้างานได้ง่าย
- ทำ BOQ ได้เป็นระบบ
- ฝ่าย After Sales ตรวจสอบวัสดุเดิมได้ง่ายขึ้น
5.7 UPVC เหมาะกับบ้านตัวอย่างอย่างไร?
บ้านตัวอย่างไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่พักอาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ใช้สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าที่เข้าชมโครงการ
วัสดุที่ใช้จึงควรสื่อถึงแนวคิดของบ้าน เช่น
เรียบ + สะอาด + โมเดิร์น + ดูแลรักษาง่าย
UPVC แบบเรียบสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้างภาพรวมดังกล่าวได้ โดยอาจใช้ร่วมกับวัสดุอื่น เช่น
- พื้น SPC
- WPC
- PU Stone
- กระจก
- ไฟตกแต่ง
- เฟอร์นิเจอร์ไม้
ตัวอย่างเช่น
ฝ้า UPVC + พื้น SPC ลายไม้ + ผนัง PU Stone + WPC ตกแต่งบางจุด
จะช่วยให้บ้านไม่ได้มีพื้นผิวทั้งหมดเหมือนกัน แต่แต่ละวัสดุทำหน้าที่ต่างกัน
5.8 UPVC กับการควบคุมต้นทุนในโครงการ
การคิดต้นทุนของ UPVC สำหรับโครงการควรคิดเป็น ต้นทุนรวมต่อพื้นที่ มากกว่ามองเพียงราคาต่อแผ่น
สูตรพื้นฐานคือ
จำนวนพื้นที่ที่ต้องติดตั้ง ÷ พื้นที่ที่ติดตั้งได้ต่อกล่อง = จำนวนกล่องโดยประมาณ
จากข้อมูลบนเครื่องคำนวณของ Enoch
แผ่นฝ้า UPVC
6.09 ตร.ม./กล่อง
แผ่นผนัง UPVC
6.96 ตร.ม./กล่อง
ตัวอย่าง
สมมติโครงการต้องติดตั้งแผ่นผนัง UPVC จำนวน 700 ตร.ม.
คำนวณเบื้องต้น
700 ÷ 6.96 = ประมาณ 100.57 กล่อง
จึงต้องวางแผนจำนวนสั่งซื้อโดยปัดขึ้นตามจำนวนบรรจุจริง และต้องพิจารณาเศษจากการตัดและเงื่อนไขหน้างานเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง
ดังนั้นก่อนออก PO ควรใช้พื้นที่จริงจากแบบก่อสร้างมาคำนวณอีกครั้ง
5.9 ควรเผื่อเศษวัสดุ UPVC เท่าไร?
ไม่ควรกำหนดเปอร์เซ็นต์ตายตัวกับทุกโครงการ
เพราะปริมาณเศษขึ้นอยู่กับ
- ความกว้างของผนัง
- ความยาวของผนัง
- ความสูงของห้อง
- ตำแหน่งประตู
- ตำแหน่งหน้าต่าง
- แนวการติดตั้ง
- จำนวนจุดตัด
- รูปทรงของพื้นที่
ห้องสี่เหลี่ยมที่มีมิติง่ายอาจมีการตัดน้อยกว่าพื้นที่ที่มีช่องเปิดจำนวนมาก
ดังนั้นการคำนวณที่แม่นยำควรอ้างอิงแบบจริงก่อนสรุป PO
5.10 วิธีคำนวณปริมาณ UPVC สำหรับโครงการบ้านจัดสรร
สามารถใช้สูตรง่าย ๆ ได้ดังนี้
สูตรที่ 1: คำนวณพื้นที่ผนัง
พื้นที่ผนัง = ความกว้าง × ความสูง
หากมีผนังหลายด้าน
พื้นที่รวม = ผลรวมพื้นที่ผนังแต่ละด้าน − พื้นที่ประตู/หน้าต่าง
จากนั้น
พื้นที่รวม ÷ พื้นที่ติดตั้งต่อกล่อง = จำนวนกล่อง
ตัวอย่าง
ห้องหนึ่งมีผนังรวม 45 ตร.ม.
มีประตูและหน้าต่างรวม 5 ตร.ม.
พื้นที่ที่ต้องติดตั้งจริง
45 − 5 = 40 ตร.ม.
ถ้า UPVC ติดตั้งได้ 6.96 ตร.ม./กล่อง
40 ÷ 6.96 = ประมาณ 5.75 กล่อง
ดังนั้นต้องวางแผนอย่างน้อย 6 กล่อง และพิจารณาเผื่อเศษเพิ่มเติมตามแบบจริง
สำหรับโครงการจำนวนมาก ควรทำ Calculation Sheet แยกตาม Type บ้านแทนการคำนวณรวมทีเดียว
5.11 ทำไมการคำนวณแยกตาม Type บ้านจึงสำคัญ?
สมมติโครงการมี
- Type A = 50 หลัง
- Type B = 30 หลัง
- Type C = 20 หลัง
แต่ละแบบมีพื้นที่ผนังและฝ้าไม่เท่ากัน
หากคำนวณรวมทั้งหมด อาจทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ยาก
วิธีที่เหมาะกว่าคือ
| Type | จำนวน | UPVC Wall/หลัง | รวม |
|---|---|---|---|
| A | 50 | 80 ตร.ม. | 4,000 ตร.ม. |
| B | 30 | 95 ตร.ม. | 2,850 ตร.ม. |
| C | 20 | 110 ตร.ม. | 2,200 ตร.ม. |
จากนั้นจึงนำพื้นที่ทั้งหมดเข้าสู่การคำนวณจำนวนกล่อง
ข้อดีคือเมื่อมีการเปลี่ยนแบบบ้าน ฝ่ายจัดซื้อจะรู้ทันทีว่าวัสดุหมวดใดได้รับผลกระทบ
5.12 UPVC กับ WPC แตกต่างกันอย่างไรสำหรับงานโครงการ?
แม้ว่าทั้ง UPVC และ WPC จะสามารถนำมาใช้ในงานตกแต่งได้ แต่การเลือกควรขึ้นอยู่กับพื้นที่และภาพลักษณ์ที่ต้องการ
| ปัจจัย | UPVC | WPC |
|---|---|---|
| ภาพลักษณ์หลัก | เรียบ สะอาด | ลายไม้ ธรรมชาติ |
| งานภายใน | เหมาะกับบางพื้นที่ | เหมาะกับงานตกแต่งบางประเภท |
| งานภายนอก | ต้องดูรุ่นและข้อกำหนด | มีรุ่นสำหรับ Outdoor |
| ผนัง | มีรุ่นสำหรับผนังภายใน | มีทั้ง Interior/Exterior ตามรุ่น |
| ฝ้า | มีรุ่นฝ้าภายใน | มีรุ่นสำหรับฝ้าภายนอก |
| Facade | ไม่ใช่จุดใช้งานหลัก | เหมาะกับงานบางประเภท |
| Design | Minimal / Clean | Modern / Wood / Natural |
ดังนั้นไม่ควรเลือกโดยตั้งคำถามว่า “UPVC หรือ WPC ดีกว่า?” แต่ควรถามว่า
พื้นที่นี้ต้องการวัสดุแบบไหน และวัสดุชนิดใดเหมาะกับสภาพการใช้งานมากกว่า?
5.13 UPVC กับ SPC ต่างกันอย่างไร?
อีกคำถามที่มักเกิดขึ้นคือ UPVC กับ SPC เป็นวัสดุชนิดเดียวกันหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ใช่
SPC มักถูกนำไปใช้เป็นวัสดุปูพื้น ขณะที่ UPVC ในบทความนี้เน้นการใช้งานด้านผนังและฝ้าภายใน
ดังนั้นในโครงการหนึ่งสามารถใช้ทั้งสองวัสดุร่วมกันได้ เช่น
พื้น = SPC
ผนัง = UPVC
ฝ้า = UPVC
Feature Wall = PU Stone
Facade = WPC
Landscape = หญ้าเทียม
การจัดชุดวัสดุในลักษณะนี้ช่วยให้แต่ละวัสดุทำหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน
5.14 จุดเด่นของการใช้ UPVC ในงานโครงการ
เมื่อพิจารณาในเชิงบริหารโครงการ UPVC มีประเด็นที่น่าสนใจหลายด้าน
1. มีขนาดสินค้าแน่นอน
ทำให้สามารถคำนวณพื้นที่และวางแผนจำนวนวัสดุได้
2. มีรหัสสีและรหัสสินค้า
ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถทำ Material Schedule ได้ชัดเจน
3. สามารถกำหนดเป็น Standard Material
เหมาะกับบ้านที่ต้องทำซ้ำหลายยูนิต
4. พื้นผิวมีความเรียบ
เหมาะกับ Design Concept แบบ Modern และ Minimal
5. มีตัวเลือกสีหลายรหัส
หน้า Product ของ Enoch แสดงแผ่นผนัง UPVC และแผ่นฝ้า UPVC หลายรหัสสี ทำให้สามารถกำหนด Palette ให้กับแบบบ้านหรือพื้นที่แต่ละประเภทได้
5.15 สิ่งที่ต้องระวังก่อนเลือก UPVC สำหรับโครงการ
แม้ว่าการใช้ UPVC จะมีข้อดีหลายด้าน แต่ไม่ควรนำไปใช้โดยไม่ตรวจสอบหน้างาน
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
1. สภาพผนังเดิม
ผนังต้องเหมาะกับระบบติดตั้งของสินค้า
2. ความเรียบ
พื้นผิวที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อแนวและคุณภาพงานติดตั้ง
3. โครงสร้างรองรับ
หากต้องมีโครงคร่าว ต้องกำหนดชนิดและระยะติดตั้งตามระบบของสินค้า
4. Expansion
วัสดุมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม จึงต้องออกแบบรอยต่อและวิธีติดตั้งให้เหมาะสม
5. จุดเปิดต่าง ๆ
ต้องวางตำแหน่ง
- ประตู
- หน้าต่าง
- ช่องไฟ
- สวิตช์
- ปลั๊ก
- แอร์
- โคมไฟ
ตั้งแต่ต้น
6. การตัดวัสดุ
ควรวาง Layout ก่อนตัดเพื่อลดเศษ
7. พื้นที่เปียกหรือพื้นที่เฉพาะ
ต้องตรวจสอบว่ารุ่นที่เลือกสามารถใช้งานได้กับตำแหน่งนั้นตามข้อมูลจากผู้ผลิตหรือไม่
5.16 การติดตั้ง UPVC สำหรับโครงการต้องวางระบบอย่างไร?
สำหรับบ้านเพียง 1 หลัง ช่างอาจปรับหน้างานได้ แต่ในโครงการ 50–100 หลังไม่ควรปล่อยให้แต่ละทีมติดตั้งคนละวิธี
ควรมี Installation Standard กลาง เช่น
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบพื้นผิว
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบระดับ
ขั้นตอนที่ 3 ทำแนว
ขั้นตอนที่ 4 ติดตั้งโครงสร้างตามระบบ
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจตำแหน่งจุดเปิด
ขั้นตอนที่ 6 ติดตั้งแผ่น
ขั้นตอนที่ 7 ตรวจแนวและรอยต่อ
ขั้นตอนที่ 8 เก็บรายละเอียด
ขั้นตอนที่ 9 ตรวจ Final QC
เมื่อต้องทำซ้ำหลายยูนิต วิธีนี้จะช่วยให้คุณภาพของบ้านแต่ละหลังมีความสม่ำเสมอมากขึ้น
5.17 QC งาน UPVC ในโครงการบ้านจัดสรร
ฝ่าย QC ควรตรวจอย่างน้อย 4 ระยะ
ก่อนติดตั้ง
ตรวจ
- รุ่น
- สี
- จำนวน
- ความเสียหาย
- Lot
- สภาพพื้นที่
ระหว่างติดตั้ง
ตรวจ
- แนว
- ระยะ
- รอยต่อ
- จุดยึด
- การตัด
หลังติดตั้ง
ตรวจ
- สี
- ความเรียบ
- รอยต่อ
- รอยขีดข่วน
- ขอบจบ
ก่อนส่งมอบ
ตรวจทั้งห้อง
- ฝ้า
- ผนัง
- จุดเชื่อมต่อ
- ช่องเปิด
- อุปกรณ์ต่าง ๆ
5.18 การจัดเก็บ UPVC สำหรับโครงการ
การจัดเก็บก็เป็นส่วนหนึ่งของ Quality Control
ควร
- เก็บในพื้นที่เหมาะสม
- ป้องกันการกระแทก
- ไม่วางของหนักกดทับโดยไม่เหมาะสม
- แยกตามรุ่น
- แยกตามสี
- แยกตาม Lot
- จัดเรียงตาม Phase
- ตรวจกล่องก่อนนำขึ้นหน้างาน
การจัดเก็บที่เป็นระบบช่วยลดปัญหาการหยิบสินค้าผิดและทำให้ตรวจสอบวัสดุได้ง่ายขึ้น
5.19 การสั่ง UPVC สำหรับโครงการ 50–500 หลัง
เมื่อโครงการมีจำนวนยูนิตมากขึ้น ควรวางระบบ Procurement ตั้งแต่ต้น
ข้อมูลที่ควรส่งให้ Supplier ได้แก่
- จำนวนบ้าน
- Type บ้าน
- จำนวนยูนิตต่อ Type
- พื้นที่ติดตั้ง
- Product Code
- สี
- จำนวนประมาณการ
- Construction Schedule
- Phase
- กำหนดส่ง
ยิ่งข้อมูลละเอียดมากเท่าไร การวางแผนสินค้าและการส่งมอบก็ยิ่งทำได้แม่นยำมากขึ้น
5.20 ควรสั่ง UPVC ครั้งเดียวทั้งโครงการหรือแบ่งส่งเป็น Phase?
ทั้งสองวิธีสามารถใช้ได้
แต่หากแบ่งส่ง ควรกำหนดตั้งแต่ต้นว่า
บ้าน Phase 1 ใช้สีอะไร
บ้าน Phase 2 ใช้สีอะไร
บ้าน Phase 3 ใช้สีอะไร
และควรระบุ Product Code และ Lot ในเอกสารจัดซื้อ
สำหรับโครงการที่ต้องการให้บ้านทุกหลังมีรูปลักษณ์เหมือนกัน ควรวางแผนสต็อกล่วงหน้า โดยเฉพาะกรณีที่วัสดุจะถูกสั่งซื้อเพิ่มเติมหลังจากเวลาผ่านไปหลายเดือน
5.21 UPVC ช่วยสร้างบ้านสไตล์ไหนได้บ้าง?
แม้แผ่น UPVC แบบเรียบจะมีลักษณะเรียบง่าย แต่สามารถนำไปใช้ร่วมกับวัสดุอื่นเพื่อสร้าง Design ได้หลายสไตล์
Modern
UPVC + SPC + กระจก + ไฟเส้น
Minimal
UPVC สีอ่อน + SPC ลายไม้ + เฟอร์นิเจอร์โทนธรรมชาติ
Contemporary
UPVC + PU Stone + WPC
Modern Luxury
UPVC + SPC Premium + PU Stone + WPC Accent
ดังนั้น UPVC ไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุที่ใช้แล้วทำให้บ้านดูธรรมดา แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบวัสดุร่วมกัน
5.22 ตัวอย่างการจัด Material Package สำหรับบ้านจัดสรร
Package A: Standard
- พื้น SPC
- ฝ้า UPVC
- ผนัง UPVC บางส่วน
- Landscape มาตรฐาน
Package B: Modern
- SPC ลายไม้
- UPVC ผนัง
- PU Stone Feature Wall
- WPC บริเวณ Facade
Package C: Premium
- SPC Premium
- UPVC งานผนังเฉพาะจุด
- PU Stone
- WPC
- หญ้าเทียม
- งาน Landscape
การแบ่ง Package ช่วยให้ Developer สามารถกำหนดต้นทุนของแต่ละแบบบ้านได้อย่างชัดเจน
5.23. UPVC เหมาะกับโครงการที่ต้องการควบคุมเวลาหรือไม่?
สำหรับงานโครงการ สิ่งที่ต้องบริหารไม่ได้มีเฉพาะวัสดุ แต่รวมถึง Construction Schedule
หากวัสดุถึงไซต์ช้า
→ งานติดตั้งช้า
→ งานปิดผิวช้า
→ งานตรวจรับช้า
→ งานส่งมอบบ้านช้า
ดังนั้นการเลือกวัสดุควรดูทั้ง
สินค้า + Supply + Installation
ไม่ใช่แค่ Product Specification
ก่อนทำ PO จำนวนมาก ควรสอบถาม Supplier เรื่อง
- สต็อก
- Lead Time
- จำนวนที่ส่งได้ต่อครั้ง
- การแบ่งส่ง
- Minimum Order
- ระยะเวลาสั่งเพิ่ม
- เงื่อนไขการรับประกัน
5.24. ใช้เครื่องคำนวณ WPC / UPVC ของ Enoch ช่วยวางแผนได้อย่างไร?
สำหรับงานที่ต้องคำนวณจำนวนวัสดุ การมีข้อมูลพื้นที่ติดตั้งต่อกล่องช่วยให้ผู้รับเหมาและฝ่ายจัดซื้อสามารถประมาณจำนวนสินค้าได้เร็วขึ้น
เครื่องคำนวณ WPC / UPVC ของ Enoch แสดงข้อมูล เช่น ขนาด จำนวนบรรจุ และพื้นที่ติดตั้งต่อกล่อง และออกแบบมาเพื่อช่วยคำนวณจำนวนวัสดุ พื้นที่ งบประมาณ และเผื่อเศษเบื้องต้นสำหรับงานตกแต่งและโครงการ
อย่างไรก็ตาม การคำนวณออนไลน์ควรใช้เป็น ข้อมูลเบื้องต้น และควรตรวจสอบกับแบบก่อสร้าง พื้นที่จริง และสเปกสินค้าที่จะสั่งซื้ออีกครั้ง
Internal Link แนะนำ:
“เครื่องคำนวณจำนวนแผ่น WPC / UPVC สำหรับงานโครงการ”

6.Carpet Tile กับโครงการบ้านจัดสรร
เมื่อพูดถึงโครงการบ้านจัดสรร หลายคนอาจคิดว่า Carpet Tile ไม่เกี่ยวข้อง แต่จริง ๆ แล้วสามารถใช้ใน “พื้นที่ประกอบของโครงการ” ได้หลายจุด
เช่น
- Sales Office
- ห้องประชุม
- ห้องผู้บริหาร
- Showroom
- Home Office
- Clubhouse
- Co-working Area
- ห้องอ่านหนังสือ
- พื้นที่ Reception
Carpet Tile ของ Enoch มีรุ่นพื้นผ้าและพื้น PVC รวมถึงขนาด 500 × 500 มม. โดยบางรุ่นรองรับพื้นที่ลักษณะ Medium–Heavy Traffic ตามรายละเอียดสินค้าบนเว็บไซต์
ทำไม Carpet Tile จึงเหมาะกับพื้นที่สำนักงานโครงการ?
จุดสำคัญของสำนักงานฝ่ายขายคือ
- ต้องการภาพลักษณ์มืออาชีพ
- มีคนเดินเข้าออกตลอดวัน
- ต้องทำความสะอาดง่าย
- อาจมีการเปลี่ยน Layout
- ต้องซ่อมเฉพาะจุดได้
Carpet Tile มีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถจัดการเป็นแผ่นย่อยได้ จึงสะดวกกว่าวัสดุแบบผืนในกรณีที่ต้องดูแลเฉพาะบางตำแหน่ง
ตารางเปรียบเทียบวัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรร
| วัสดุ | พื้นที่หลัก | จุดประสงค์ | สิ่งที่ควรดู |
|---|---|---|---|
| SPC | ภายในบ้าน | พื้น | Thickness, Wear Layer, Click, Core |
| WPC | ภายนอก/Interior ตามรุ่น | ผนัง ระแนง ฝ้า พื้น | UV, Structure, Installation |
| หญ้าเทียม | Landscape | สวน | Height, Density, Backing, Drainage |
| PU Stone | ผนัง | Feature Wall | Texture, Size, Installation |
| UPVC | ผนัง/ฝ้า | งานตกแต่ง | Thickness, Size, Installation |
| Carpet Tile | Office/Clubhouse | พื้น | Traffic, Backing, Maintenance |
ตารางนี้ควรใช้เป็น “จุดเริ่มต้น” ไม่ใช่เป็นตัวแทน Technical Specification ของสินค้าแต่ละรุ่น
เลือกวัสดุตกแต่งตามพื้นที่ของบ้านจัดสรร
การเลือกแบบแบ่งตามพื้นที่มักช่วยให้โครงการคุมงบประมาณได้ง่ายกว่าการกำหนดวัสดุเดียวทุกพื้นที่
1. ห้องนั่งเล่น
ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ที่ผู้ซื้อบ้านเห็นเป็นอันดับต้น ๆ
ควรให้ความสำคัญกับ
- พื้น
- สี
- ลาย
- ผนัง TV
- Lighting
- ความต่อเนื่องของวัสดุ
พื้น SPC สามารถเป็นตัวเลือกสำหรับพื้นที่ภายใน โดยควรกำหนดรุ่นและสีให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
2. ห้องนอน
สำหรับห้องนอนควรให้ความสำคัญกับ
- ความรู้สึกเมื่อเดิน
- โทนสี
- ความสบายตา
- ความสม่ำเสมอของลาย
- การดูแลรักษา
SPC โทนไม้สามารถใช้สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นธรรมชาติได้
3. ห้องทำงาน
หากโครงการออกแบบบ้านให้เหมาะกับ Work From Home ห้องทำงานควรมีวัสดุที่ดูเป็นมืออาชีพแต่ยังคงอยู่ใน Mood เดียวกับบ้าน
สามารถใช้
- SPC
- Carpet Tile ในพื้นที่เฉพาะ
- WPC Interior
- Feature Wall
ร่วมกันได้
4. Facade หน้าบ้าน
พื้นที่นี้มีผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์
วัสดุที่นำมาพิจารณาได้ เช่น
- WPC
- PU Stone
- วัสดุกรุผนัง
- ไม้ระแนง
โดยควรเลือกให้เข้ากับโครงสร้างและระบบติดตั้งจริง
5. ระเบียง
ระเบียงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมมากกว่าพื้นที่ภายใน
ควรพิจารณา
- แดด
- ฝน
- ความชื้น
- การระบายน้ำ
- น้ำหนัก
- โครงสร้าง
- การขยายตัวของวัสดุ
WPC สำหรับภายนอกจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สามารถนำมาพิจารณาได้ตามรุ่นและข้อกำหนดของโครงการ
วัสดุตกแต่งสำหรับบ้านตัวอย่างควรเลือกอย่างไร?
บ้านตัวอย่างมีหน้าที่มากกว่าการเป็นบ้าน 1 หลัง
มันคือ “เครื่องมือขาย”
ดังนั้นวัสดุที่เลือกอาจไม่เหมือนบ้าน Standard ทั้งโครงการ
ตัวอย่างเช่น
บ้าน Standard
- SPC รุ่นควบคุมต้นทุน
- ผนังสีมาตรฐาน
- Landscape ตามแบบ
บ้านตัวอย่าง
- SPC รุ่น Premium
- PU Stone Feature Wall
- WPC Facade
- หญ้าเทียมเกรดภาพลักษณ์สูง
- Lighting
- Carpet Tile ในสำนักงาน
การแยก Standard กับ Showhouse ทำให้ Developer สามารถควบคุมต้นทุนได้โดยไม่ลดทอนประสบการณ์การขาย
ควรเลือกวัสดุจากราคา หรือจากต้นทุนรวม?
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของงานโครงการคือการเลือกจากราคาต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว
สมมติ
วัสดุ A = 300 บาท/ตร.ม.
วัสดุ B = 330 บาท/ตร.ม.
ดูเหมือน A ประหยัดกว่า 30 บาท
แต่ถ้า A
- ติดตั้งช้ากว่า
- มีเศษสูงกว่า
- ต้องใช้แรงงานมากกว่า
- ต้องสั่งวัสดุเสริมมากกว่า
- ซ่อมยากกว่า
ต้นทุนสุดท้ายอาจไม่ได้ต่ำกว่า B
ดังนั้นควรใช้แนวคิด
Total Cost of Ownership
มากกว่า
Purchase Price Only
วิธีคำนวณปริมาณวัสดุสำหรับโครงการบ้านจัดสรร
หลักการพื้นฐานคือ
พื้นที่ใช้งาน × จำนวนยูนิต = พื้นที่รวม
จากนั้นจึงบวก
เศษวัสดุสำหรับการตัดและหน้างาน
ตัวอย่าง
บ้าน 1 หลังใช้ SPC 110 ตร.ม.
โครงการมี 50 หลัง
พื้นที่รวม
110 × 50 = 5,500 ตร.ม.
ถ้ากำหนดเผื่อ 7%
5,500 × 1.07 = 5,885 ตร.ม.
ดังนั้นปริมาณที่วางแผนอาจอยู่ประมาณ 5,885 ตร.ม.
อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์เผื่อที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรูปแบบห้อง รูปทรงพื้นที่ วิธีวางลาย และรายละเอียดหน้างาน
อย่าคำนวณเฉพาะพื้นที่ ต้องคำนวณเป็น “กล่อง” ด้วย
ปัญหาของการสั่งวัสดุโครงการจำนวนมากคือ
ฝ่ายออกแบบคิดเป็นตารางเมตร
ฝ่ายขายคิดเป็นกล่อง
ฝ่ายคลังคิดเป็นพาเลต
ผู้รับเหมาคิดเป็นจำนวนชิ้น
ดังนั้น BOQ ต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน
ตัวอย่าง
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| พื้นที่ต้องปู | 1,000 ตร.ม. |
| เผื่อ 7% | 70 ตร.ม. |
| รวม | 1,070 ตร.ม. |
| พื้นที่/กล่อง | 2.6352 ตร.ม. |
| จำนวนกล่องที่คำนวณ | 406.8 |
| สั่งจริง | ปัดขึ้นตามระบบบรรจุ |
การปัดขึ้นต้องทำให้สอดคล้องกับการบรรจุจริงของสินค้า
สำหรับผู้รับเหมาที่ทำงานหลายยูนิต ควรมีตารางคำนวณกลางของโครงการเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน
BOQ วัสดุตกแต่งโครงการบ้านจัดสรรควรมีอะไรบ้าง?
BOQ ที่ดีควรแยกอย่างน้อย
หมวด 1 พื้น
- Product Code
- สี
- ความหนา
- หน่วย
- ปริมาณ
- ราคาต่อหน่วย
- รวมเงิน
หมวด 2 ผนัง
- วัสดุ
- ขนาด
- สี
- พื้นที่
- วิธีติดตั้ง
หมวด 3 ฝ้า
- รุ่น
- ขนาด
- พื้นที่
- โครงสร้าง
- อุปกรณ์
หมวด 4 งานภายนอก
- WPC
- ระแนง
- พื้นไม้เทียม
- ฝ้าภายนอก
หมวด 5 Landscape
- หญ้าเทียม
- ขอบสนาม
- ระบบระบายน้ำ
- พื้นที่รองรับ
หมวด 6 พื้นที่ส่วนกลาง
- Carpet Tile
- SPC
- ผนังตกแต่ง
- วัสดุสำนักงาน
วิธีเลือกวัสดุให้เหมาะกับระดับราคาของบ้าน
โครงการบ้านจัดสรรมีหลายระดับ
1. Economy
เน้น
- คุมงบ
- ดูแลง่าย
- ติดตั้งเร็ว
- สั่งจำนวนมาก
วัสดุควรเลือกจาก Function ก่อน Appearance
2. Mid-Market
สามารถเพิ่มความสำคัญเรื่อง
- ลายไม้
- Texture
- สี
- Feature Wall
- Landscape
3. Premium
ให้ความสำคัญกับ
- รายละเอียดวัสดุ
- ความสม่ำเสมอของสี
- Texture
- Design
- ความรู้สึกเมื่อสัมผัส
- งาน Facade
- งาน Landscape
4. Luxury
ควรคิดเรื่อง
- Material Story
- Design Language
- Detail
- Customization
- Mood & Tone
- Transition ระหว่างวัสดุ
บ้าน Luxury ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุแพงทุกจุด แต่ควรใช้วัสดุถูกตำแหน่ง
การใช้วัสดุหลายชนิดร่วมกันทำให้โครงการดูดีขึ้นอย่างไร?
การออกแบบที่ดีไม่ใช่การใส่วัสดุจำนวนมาก
แต่คือการจัดลำดับ
ตัวอย่าง
SPC = วัสดุหลัก
WPC = วัสดุสร้าง Warmth
PU Stone = วัสดุสร้าง Texture
หญ้าเทียม = วัสดุสร้าง Green Area
UPVC = วัสดุสำหรับพื้นที่เฉพาะ
Carpet Tile = วัสดุสำหรับพื้นที่ทำงาน
เมื่อแต่ละวัสดุมีหน้าที่ของตัวเอง ภาพรวมจะดูเป็นระบบ
สีและลวดลายของวัสดุสำคัญแค่ไหน?
โครงการบ้านจัดสรรอาจมีบ้านหลายสิบหรือหลายร้อยหลัง
สิ่งที่ Developer ต้องการคือ
“บ้านแต่ละหลังมีมาตรฐานเดียวกัน แต่ไม่ดูเหมือนกันจนขาดเอกลักษณ์”
แนวทางหนึ่งคือกำหนด Palette กลาง
เช่น
Palette A
- SPC Oak
- WPC Brown
- PU Stone Beige
- Green Landscape
Palette B
- SPC Grey Oak
- WPC Dark Brown
- PU Stone Grey
- Green Landscape
Palette C
- SPC Light Oak
- WPC Natural
- PU Stone White
- Green Landscape
ข้อดีคือสามารถสร้างตัวเลือกให้ผู้ซื้อได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบวัสดุทั้งโครงการ
วิธีควบคุมสีวัสดุสำหรับบ้านหลายสิบถึงหลายร้อยหลัง
หัวใจคือการมี “Master Sample”
ก่อนเริ่มโครงการควรกำหนด
- Product Code
- Color Code
- Master Sample
- Manufacturer/Supplier
- Approved Date
- Lot
- Revision
จากนั้นทุกล็อตที่เข้าหน้างานควรตรวจสอบกับ Master Sample
สำหรับพื้น SPC โดยเฉพาะโครงการหลายยูนิต เรื่อง Production Lot มีความสำคัญ เพราะการสั่งวัสดุเพิ่มในช่วงเวลาต่างกันอาจทำให้เกิดความแตกต่างด้านสีหรือ Texture ได้
ควรสั่งวัสดุครั้งเดียวทั้งโครงการหรือแบ่งเป็นเฟส?
ไม่มีคำตอบเดียว
ต้องดู
- เงินทุน
- พื้นที่คลัง
- ระยะเวลาการก่อสร้าง
- จำนวนยูนิต
- Lead Time
- ความเสี่ยงเรื่อง Lot
- ความเสี่ยงเรื่องราคาสินค้า
- ตารางส่งมอบ
สั่งครั้งเดียว
ข้อดี
- ควบคุม Lot ได้ง่าย
- วางแผนง่าย
- ลดความเสี่ยงสินค้าขาด
ข้อจำกัด
- ต้องใช้พื้นที่เก็บ
- เงินจมในสต็อก
- ต้องบริหารการจัดเก็บ
แบ่งส่ง
ข้อดี
- ลดภาระพื้นที่จัดเก็บ
- บริหาร Cash Flow ง่ายขึ้น
- ส่งตาม Construction Schedule
ข้อจำกัด
- ต้องวางแผน Lot
- ต้องติดตามสต็อก
- ต้องสำรองวัสดุ
สำหรับโครงการ 100–500 หลัง การแบ่งส่งเป็นเฟสสามารถทำได้ แต่ควรกำหนดเงื่อนไขเรื่อง Lot และสเปกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
วัสดุสำรองสำหรับโครงการบ้านจัดสรรควรมีหรือไม่?
ควรมีการวางแผน
โดยเฉพาะวัสดุที่
- ใช้ซ้ำทั้งโครงการ
- มีสีเฉพาะ
- สั่งผลิตเฉพาะ
- หาได้ยาก
- ต้องใช้ในการซ่อม
วัสดุสำรองมีความสำคัญมากในงาน After Sales
เช่น
บ้านหลังหนึ่งเกิดพื้น SPC เสียหาย 2–3 แผ่น
หากไม่มีสินค้าเดิม ลูกค้าอาจต้องเปลี่ยนเป็นสีใกล้เคียง
ซึ่งอาจมองเห็นความแตกต่างได้
การเก็บวัสดุสำรองใน Lot เดียวกับวัสดุหลักจึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว
การจัดเก็บวัสดุในคลังมีผลต่อคุณภาพ
วัสดุที่ดีอาจเกิดปัญหาได้หากจัดเก็บไม่ถูกต้อง
สำหรับพื้น SPC
ควร
- จัดวางบนพื้นที่เรียบ
- หลีกเลี่ยงการโยนหรือกระแทก
- จัดเรียงอย่างเหมาะสม
- รักษากล่องและฉลาก
- แยก Lot
- บันทึกจำนวน
สำหรับ WPC
ควร
- ป้องกันการกดทับไม่เหมาะสม
- จัดเรียงตามรุ่น
- ป้องกันความเสียหายจากการขนย้าย
- แยกสีและรหัส
สำหรับ PU Stone
ควร
- ป้องกันการกระแทก
- จัดเก็บให้ปลอดภัย
- แยกตามสีและรหัส
Installation สำคัญพอ ๆ กับการเลือกวัสดุ
แม้วัสดุจะมีคุณภาพดี แต่หากติดตั้งผิดวิธี งานที่ออกมาอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ดังนั้นในงานโครงการควรมี
Installation Standard
เช่น
- เตรียมพื้น
- ตรวจระดับ
- ตรวจความชื้น
- ตรวจแนว
- ตรวจวัสดุ
- ตรวจ Lot
- วิธีตัด
- วิธีเก็บงาน
- Expansion Gap
- การตรวจ Final
พื้น SPC ต้องเตรียมพื้นก่อนติดตั้งหรือไม่?
ต้องตรวจสอบตามระบบของสินค้า
สิ่งที่ต้องดู ได้แก่
- พื้นเรียบหรือไม่
- มีฝุ่นหรือไม่
- มีความชื้นหรือไม่
- มีส่วนต่างระดับหรือไม่
- มีรอยแตกร้าวหรือไม่
- มีสิ่งกีดขวางหรือไม่
การเลือกความหนาพื้น SPC ไม่ได้ทดแทนความสำคัญของการเตรียมพื้น
ดังนั้นแม้จะเลือก SPC 5.5 มม. หรือ 6.5 มม. ก็ยังต้องตรวจสอบสภาพพื้นเดิมก่อนติดตั้ง
การควบคุม Quality Control สำหรับโครงการบ้านจัดสรร
สามารถแบ่ง QC เป็น 5 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจรับสินค้า
ตรวจ
- จำนวน
- กล่อง
- รุ่น
- สี
- Lot
- ความเสียหาย
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจวัสดุก่อนติดตั้ง
สุ่มตรวจสินค้าในกล่อง
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจระหว่างติดตั้ง
เช็ก
- แนว
- รอยต่อ
- ความเรียบ
- การตัด
- Expansion
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจหลังติดตั้ง
ตรวจ
- รอย
- สี
- ความเรียบ
- จุดต่อ
- ขอบ
ขั้นตอนที่ 5 บันทึกข้อมูล
ควรเก็บข้อมูล
บ้านเลขที่ + Product Code + Lot + วันที่ติดตั้ง + ผู้ติดตั้ง
ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องดูแล After Sales ในอนาคต
วัสดุตกแต่งที่เหมาะกับบ้านแต่ละประเภท
บ้านเดี่ยว
เน้น
- SPC
- WPC
- PU Stone
- Landscape
- หญ้าเทียม
บ้านแฝด
เน้น
- SPC
- Facade
- WPC
- Landscape
ทาวน์โฮม
เน้น
- SPC
- Feature Wall
- WPC บางจุด
- วัสดุประหยัดพื้นที่
บ้าน Premium
เพิ่ม
- SPC Premium
- PU Stone
- WPC
- Landscape Premium
ตัวอย่าง Material Specification สำหรับโครงการ
ตัวอย่างแนวทางเบื้องต้น
| รายการ | พื้นที่ | Spec |
|---|---|---|
| SPC | ห้องนั่งเล่น | Click Lock / ระบุ Thickness / Wear Layer |
| SPC | ห้องนอน | Click Lock / สีเดียวกันทั้งแบบ |
| PU Stone | ผนัง TV | รุ่น/สีที่อนุมัติ |
| WPC | Facade | Exterior Grade ตามรุ่น |
| WPC | ระเบียง | รุ่นสำหรับภายนอก |
| หญ้าเทียม | สวน | กำหนด Height และ Backing |
| UPVC | ฝ้าพื้นที่เฉพาะ | ระบุขนาดและรุ่น |
| Carpet Tile | Sales Office | ระบุ Traffic และ Pattern |
ตารางดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเป็น Master Specification ของโครงการได้
เปรียบเทียบวัสดุตกแต่งตามลักษณะงาน
| ลักษณะงาน | วัสดุที่ควรนำมาพิจารณา |
|---|---|
| พื้นภายใน | SPC |
| ผนัง TV | PU Stone / WPC |
| Facade | WPC |
| ฝ้าภายนอก | WPC |
| ระเบียง | WPC |
| สวน | หญ้าเทียม |
| Sales Office | Carpet Tile / SPC |
| Clubhouse | SPC / Carpet Tile / WPC |
| Showhouse | SPC + PU Stone + WPC |
| ผนังตกแต่งภายใน | PU Stone / UPVC / WPC |
8 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกวัสดุสำหรับโครงการ
1. Function
วัสดุเหมาะกับงานหรือไม่?
2. Performance
รองรับการใช้งานจริงหรือไม่?
3. Appearance
เข้ากับ Concept หรือไม่?
4. Cost
ต้นทุนรวมอยู่ใน Budget หรือไม่?
5. Availability
มีสินค้าเพียงพอตลอดโครงการหรือไม่?
6. Installation
ช่างติดตั้งได้ตามระบบหรือไม่?
7. Maintenance
หลังส่งมอบดูแลอย่างไร?
8. After Sales
สามารถหาวัสดุเดิมมาซ่อมในอนาคตได้หรือไม่?
คำถามที่ฝ่ายจัดซื้อควรถาม Supplier ก่อนสั่งวัสดุ
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ อย่าถามเพียง
“ราคาต่อตารางเมตรเท่าไร?”
ควรถามเพิ่มว่า
- มีสินค้าในสต็อกกี่ตารางเมตร?
- สามารถจองสินค้าได้หรือไม่?
- สามารถจอง Production Lot ได้หรือไม่?
- ระยะเวลาสั่งสินค้าใหม่กี่วัน?
- สินค้าผลิตจากโรงงานไหน?
- มี Product Code หรือไม่?
- มี Technical Data หรือไม่?
- มี Sample ให้อนุมัติหรือไม่?
- มีเงื่อนไขรับประกันอย่างไร?
- หากต้องการสั่งเพิ่มในภายหลัง จะสามารถหา Lot เดิมได้หรือไม่?
- ส่งสินค้าเป็นเฟสได้หรือไม่?
- มีบริการสำหรับโครงการหรือไม่?
การซื้อวัสดุจำนวนมากจึงควรเปรียบเทียบแบบ Like-for-Like คือเทียบสินค้าที่มีสเปกใกล้เคียงกันก่อนพิจารณาราคา
ประเด็น Production Lot เป็นอีกเรื่องที่ควรถาม Supplier อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรร คอนโด โรงแรม หรือโครงการที่ติดตั้งหลายเดือน
วัสดุที่ควรใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ
นอกจากตัวบ้าน พื้นที่ส่วนกลางก็เป็นจุดที่ลูกค้าใช้ตัดสินภาพลักษณ์ของโครงการ
พื้นที่เหล่านี้ เช่น
- Clubhouse
- Lobby
- ห้องนั่งเล่น
- Co-working Space
- Fitness
- Sales Office
- Meeting Room
- ทางเดิน
- พื้นที่พักผ่อน
สามารถเลือกวัสดุแตกต่างกันตาม Function
เช่น
Sales Office = Carpet Tile
Clubhouse = SPC + WPC
Outdoor = WPC + Artificial Grass
Feature Wall = PU Stone
การใช้วัสดุตกแต่งเพื่อสร้าง Brand Identity ของโครงการ
วัสดุสามารถกลายเป็น Signature ได้
ตัวอย่าง
ถ้าโครงการต้องการภาพลักษณ์ Modern Tropical
อาจใช้
- SPC สีไม้ธรรมชาติ
- WPC น้ำตาล
- หญ้าเทียมสีธรรมชาติ
- PU Stone สีอุ่น
- กระจก
ถ้าโครงการต้องการ Minimal Luxury
อาจใช้
- SPC Light Oak
- PU Stone สีขาว/เทา
- WPC สีเข้ม
- Landscape แบบเรียบ
เมื่อวัสดุทุกชนิดใช้ Palette เดียวกัน บ้านทั้งโครงการจะดูเป็นแบรนด์เดียวกัน
Checklist เลือกวัสดุตกแต่งบ้านจัดสรรสำหรับ Developer
ก่อนอนุมัติวัสดุควรตรวจสอบ
Product
☐ Product Code
☐ Color Code
☐ Size
☐ Thickness
☐ Performance
☐ Technical Data
Project
☐ จำนวนบ้าน
☐ พื้นที่รวม
☐ แผนก่อสร้าง
☐ Phase
☐ บ้านตัวอย่าง
☐ พื้นที่ส่วนกลาง
Procurement
☐ Stock
☐ Lead Time
☐ Lot
☐ MOQ
☐ Delivery
☐ ราคาโครงการ
Installation
☐ วิธีติดตั้ง
☐ อุปกรณ์
☐ ช่าง
☐ ระยะเวลา
☐ QC
After Sales
☐ Warranty
☐ Stock สำรอง
☐ Product Code
☐ Lot
☐ เอกสารติดตั้ง
10 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการเลือกวัสดุโครงการ
1. เลือกจากราคาถูกที่สุด
ราคาต่ำไม่ใช่ต้นทุนรวมต่ำเสมอไป
2. ไม่ขอ Sample
ทำให้ยากต่อการยืนยันสีจริง
3. ไม่ล็อก Product Code
อาจเกิดการใช้คนละรุ่น
4. ไม่ล็อก Lot
เสี่ยงต่อความแตกต่างเมื่อสั่งซื้อเพิ่ม
5. ไม่วาง Forecast
เมื่อของขาด อาจต้องเปลี่ยนวัสดุ
6. ไม่เก็บ Stock สำรอง
เกิดปัญหาในช่วง After Sales
7. เลือกวัสดุผิดพื้นที่
วัสดุภายในไม่ได้เหมาะกับภายนอกทุกชนิด
8. ไม่คำนวณเศษ
ทำให้วัสดุขาดหน้างาน
9. ไม่ตรวจหน้างานก่อนติดตั้ง
เกิดปัญหาแก้ไขภายหลัง
10. ไม่เก็บเอกสาร
เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
วัสดุตกแต่งที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดีควรมีลักษณะอย่างไร?
วัสดุที่เหมาะกับโครงการควรช่วยให้
- สั่งซื้อเป็นจำนวนมากได้
- ติดตั้งเป็นระบบ
- คำนวณง่าย
- ทำงานซ้ำหลายยูนิตได้
- ดูแลรักษาได้
- มีข้อมูลสินค้า
- มี Supplier Support
- มีระบบจัดส่ง
ตัวอย่างเช่น Enoch มีหน้าเครื่องคำนวณ WPC / UPVC ที่รวมข้อมูลขนาด จำนวนบรรจุ พื้นที่ติดตั้งต่อกล่อง และข้อมูลราคาที่ระบุว่าเป็นข้อมูลอ้างอิง ณ สิงหาคม 2569 ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเตรียมต้นทุนเบื้องต้น แต่ราคาจริงควรตรวจสอบกับฝ่ายขายอีกครั้งก่อนสั่งซื้อโครงการ
ทำไม Developer ควรทำ Material Standard ตั้งแต่ต้นโครงการ?
Material Standard คือการกำหนดมาตรฐานวัสดุของโครงการ
เช่น
Living Room = SPC Code A
Bedroom = SPC Code A
TV Wall = PU Stone Code B
Facade = WPC Code C
Landscape = Artificial Grass Code D
ประโยชน์คือทุกฝ่ายทำงานจากข้อมูลเดียวกัน
- Architect
- Interior
- Procurement
- Contractor
- QC
- Warehouse
- Sales
ตัวอย่าง Material Schedule สำหรับบ้าน 1 หลัง
| พื้นที่ | วัสดุ | วัตถุประสงค์ |
|---|---|---|
| Living Room | SPC | พื้นหลัก |
| Bedroom | SPC | พื้นห้องนอน |
| TV Wall | PU Stone | Feature Wall |
| Facade | WPC | สร้างมิติ |
| Terrace | WPC | พื้นภายนอก |
| Garden | Artificial Grass | Landscape |
| Ceiling จุดเฉพาะ | UPVC/WPC ตามงาน | ตกแต่ง |
| Sales Office | Carpet Tile | พื้นที่ทำงาน |
เมื่อทำบ้านตัวอย่างเสร็จแล้ว สามารถนำ Material Schedule นี้ไปใช้เป็นมาตรฐานสำหรับบ้านประเภทเดียวกันได้
สำหรับโครงการ 50 หลัง ควรวางแผนอย่างไร?
สมมติ
50 หลัง
ใช้ SPC เฉลี่ย 100 ตร.ม./หลัง
5,000 ตร.ม.
ใช้หญ้าเทียมเฉลี่ย 15 ตร.ม./หลัง
750 ตร.ม.
ใช้ WPC เฉลี่ย 10 ตร.ม./หลัง
500 ตร.ม.
ดังนั้นตั้งแต่ต้นโครงการสามารถประมาณ Demand ได้
จากนั้นจึงวาง
- PO
- Forecast
- Delivery
- Stock
- Buffer
สำหรับโครงการ 100 หลังขึ้นไปควรเพิ่มระบบอะไร?
เมื่อจำนวนยูนิตเพิ่มขึ้น ควรเพิ่มระบบ
1. Master Material List
รายการวัสดุทั้งหมด
2. Approved Sample Register
ทะเบียนตัวอย่างที่อนุมัติ
3. Lot Tracking
ติดตามล็อต
4. Delivery Schedule
ตารางส่งสินค้า
5. Unit Allocation
ระบุว่าวัสดุลอตไหนใช้กับบ้านใด
6. Reserve Stock
สต็อกสำหรับซ่อม
7. QC Report
บันทึกการตรวจรับและติดตั้ง
วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรควรซื้อจากผู้ผลิตหรือนำเข้าโดยตรงหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจและความต้องการของโครงการ
สำหรับโครงการที่สั่งซื้อจำนวนมาก ควรพิจารณาความสามารถของ Supplier เช่น
- สต็อก
- Production
- Lot Control
- MOQ
- Delivery
- Technical Support
- After Sales
ข้อดีของการรวมวัสดุจาก Supplier เดียว
ในกรณีที่โครงการต้องใช้หลายประเภท
เช่น
- SPC
- WPC
- PU Stone
- Artificial Grass
- UPVC
- Carpet Tile
การรวมการจัดซื้อสามารถช่วยให้
- ประสานงานง่ายขึ้น
- ลดจำนวนคู่ค้า
- ติดตามการส่งง่าย
- ลดขั้นตอนจัดซื้อ
- ทำเอกสารง่ายขึ้น
แต่ยังควรเปรียบเทียบสเปกและต้นทุนแต่ละรายการอย่างเป็นระบบ
ผู้รับเหมาควรขออะไรจาก Supplier ก่อนเริ่มติดตั้ง?
ควรขอ
- Datasheet
- Sample
- Installation Guide
- Product Code
- Color Code
- Lot
- Warranty
- เงื่อนไขการรับสินค้า
- วิธีจัดเก็บ
- วิธีดูแลรักษา
โดยเฉพาะงาน SPC และ WPC ควรมีข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมพื้นและวิธีติดตั้งตามระบบสินค้า
วัสดุตกแต่งโครงการบ้านจัดสรรกับ After Sales
เมื่อบ้านขายออกแล้ว ภารกิจไม่ได้จบ
ในช่วง After Sales อาจเกิดเหตุการณ์
- พื้นเสียหาย
- ผนังเสียหาย
- WPC ชำรุด
- หญ้าเทียมมีการใช้งานหนัก
- Carpet Tile เปื้อน
- ต้องรื้อวัสดุบางส่วน
ถ้าไม่มีฐานข้อมูลวัสดุเดิม จะเกิดคำถามทันทีว่า
บ้านหลังนี้ใช้วัสดุรุ่นอะไร?
ดังนั้นการเก็บ Product Code และ Lot ตั้งแต่วันติดตั้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารโครงการ ไม่ใช่เพียงเรื่องจัดซื้อ
สรุปแนวทางเลือกวัสดุแบบ “บ้าน 1 หลัง vs โครงการ 100 หลัง”
| ประเด็น | บ้าน 1 หลัง | โครงการ 100 หลัง |
|---|---|---|
| สี | เลือกตามชอบ | ต้องล็อก Master Sample |
| ปริมาณ | คำนวณง่าย | ต้องทำ Forecast |
| Lot | สำคัญปานกลาง | สำคัญมาก |
| Stock | น้อย | ต้องวางแผน |
| Delivery | ครั้งเดียว | ต้องแบ่ง Phase |
| QC | ตรวจหน้างาน | ต้องมีระบบ |
| After Sales | จัดการรายกรณี | ต้องมีฐานข้อมูล |
| BOQ | รายการไม่มาก | ต้องละเอียด |
| Supplier | เลือกตามราคา/บริการ | ต้องดู Supply Capacity |
แนวทางเลือกวัสดุสำหรับโครงการให้คุ้มค่าในระยะยาว
สูตรคิดง่าย ๆ คือ
วัสดุที่เหมาะสม = Function + Performance + Design + Cost + Availability + After Sales
ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเกิดปัญหา
ตัวอย่างเช่น
สวย + ถูก แต่ของขาด
โครงการล่าช้า
ถูก + มีของ แต่ติดตั้งยาก
ค่าแรงเพิ่ม
สวย + ติดตั้งง่าย แต่ไม่มีอะไหล่
After Sales มีปัญหา
สเปกสูงมาก + ราคาแพงทุกจุด
ต้นทุนโครงการสูงเกินความจำเป็น
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ “ความเหมาะสมกับโครงการ”
Enoch Flooring Thailand มีวัสดุอะไรที่สามารถนำมาพิจารณาสำหรับงานโครงการ?
Enoch ปัจจุบัน มีหมวดที่เกี่ยวข้องกับงานโครงการหลายประเภท เช่น
- พื้น SPC
- แผ่นฝ้าภายใน UPVC
- แผ่นผนังภายใน UPVC
- ไม้เทียมกรุฝ้า-ผนังภายนอก
- ไม้ระแนง WPC
- ผนังหินเทียม PU Stone
- พื้นไม้เทียม WPC ภายนอก
- Carpet Tile
- หญ้าเทียม Artificial Grass
จุดที่น่าสนใจคือสามารถนำวัสดุแต่ละกลุ่มมาจัดเป็น Material Package ตามรูปแบบบ้านและพื้นที่ของโครงการได้
ตัวอย่าง Package วัสดุสำหรับโครงการบ้านจัดสรร
Package Standard
- SPC 4 มม.
- WPC เฉพาะ Facade
- หญ้าเทียมพื้นที่สวน
- ผนังตกแต่งเฉพาะจุด
Package Plus
- SPC 5.5 มม.
- WPC Facade
- PU Stone Feature Wall
- หญ้าเทียมคุณภาพสูงขึ้น
- งานตกแต่งภายนอกเพิ่มเติม
Package Premium
- SPC Premium
- WPC Premium
- PU Stone
- Landscape Design
- วัสดุภายนอกหลายจุด
- Carpet Tile สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง
ทั้งสาม Package สามารถปรับให้เข้ากับต้นทุนและภาพลักษณ์ของโครงการได้
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรร
Q1: วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรมีอะไรบ้าง?
วัสดุที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่ พื้น SPC, WPC, หญ้าเทียม, PU Stone, UPVC, Carpet Tile รวมถึงวัสดุสำหรับ Landscape และพื้นที่ส่วนกลาง โดยควรเลือกตามประเภทพื้นที่และการใช้งาน
Q2: พื้น SPC เหมาะกับโครงการบ้านจัดสรรหรือไม่?
สามารถนำมาพิจารณาได้ โดยควรเลือกความหนา Wear Layer Core ระบบ Click Lock และรายละเอียดอื่นให้ตรงกับรูปแบบบ้านและสเปกโครงการ
Q3: บ้านจัดสรรควรใช้ SPC กี่มิล?
ไม่มีความหนาเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ สามารถพิจารณา 4 มม., 5.5 มม. หรือ 6.5 มม. ตามงบประมาณ ระดับพื้น การใช้งาน และ Technical Specification
Q4: ทำไมพื้น SPC สีเดียวกันคนละ Lot อาจต่างกัน?
สินค้าแต่ละ Lot อาจผลิตต่างช่วงเวลา จึงอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยของเฉดสี ลาย หรือ Texture ดังนั้นโครงการขนาดใหญ่ควรมีระบบควบคุม Lot
Q5: WPC ใช้กับบ้านจัดสรรตรงไหนได้บ้าง?
สามารถใช้กับ Facade, ระแนง, ฝ้า, ผนังภายนอก, ระเบียง และพื้น Outdoor ทั้งนี้ต้องเลือกตามรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับพื้นที่นั้น
Q6: หญ้าเทียมสำหรับโครงการบ้านจัดสรรควรสูงกี่มิล?
ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่และภาพลักษณ์ที่ต้องการ โดยความสูงระดับประมาณ 20–30 มม. สามารถนำมาพิจารณาในพื้นที่ทั่วไป และพื้นที่ Premium อาจพิจารณาความสูงที่มากขึ้นตามสเปกสินค้า
Q7: PU Stone เหมาะกับบ้านตัวอย่างหรือไม่?
เหมาะสำหรับการนำมาสร้าง Feature Wall หรือจุดเด่นของบ้าน เพราะสามารถสร้าง Texture และช่วยเพิ่มมิติให้ผนังได้
Q8: Carpet Tile ใช้ในโครงการบ้านจัดสรรได้หรือไม่?
สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะ Sales Office, Clubhouse, ห้องประชุม, Co-working และพื้นที่สำนักงานของโครงการ
Q9: โครงการควรสั่งวัสดุครั้งเดียวหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดเก็บ Cash Flow และระยะก่อสร้าง แต่หากแบ่งส่ง ควรวางแผนเรื่อง Lot และ Supply ตั้งแต่ต้น
Q10: ควรมีวัสดุสำรองหรือไม่?
ควรมี โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้ซ้ำทั้งโครงการและวัสดุที่ต้องใช้ในการซ่อมหลังส่งมอบ
Q11: ทำไม BOQ ต้องระบุ Product Code?
เพราะชื่อวัสดุทั่วไปไม่เพียงพอสำหรับการควบคุมโครงการ โดย Product Code ช่วยให้ระบุรุ่น ขนาด และสีได้ชัดเจน
Q12: ควรเปรียบเทียบ Supplier จากราคาอย่างเดียวหรือไม่?
ไม่ควร ควรเทียบทั้งสเปก คุณภาพ Supply Capacity Lead Time Lot Warranty Delivery และบริการโครงการ
Q13: วัสดุทุกพื้นที่ควรใช้รุ่นเดียวกันหรือไม่?
ไม่จำเป็น การแบ่งวัสดุตามพื้นที่สามารถช่วยควบคุมต้นทุนและออกแบบให้เหมาะกับ Function มากขึ้น
Q14: วัสดุสำหรับบ้านตัวอย่างควรเหมือนบ้านจริงหรือไม่?
ไม่จำเป็น แต่ควรสอดคล้องกับ Standard ที่โครงการต้องการสื่อสาร และควรระบุให้ชัดว่าวัสดุใดเป็น Upgrade
Q15: ผู้รับเหมาควรเริ่มเลือกวัสดุตั้งแต่เมื่อไร?
ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงออกแบบและกำหนด Spec เพราะมีผลต่อ BOQ งบประมาณ ระยะเวลาสั่งซื้อ และการติดตั้ง
Checklist สำหรับ Developer ก่อนอนุมัติวัสดุตกแต่ง
ด้าน Design
☐ สีตรง Concept
☐ ลายเข้ากัน
☐ Texture เหมาะสม
☐ ใช้ซ้ำได้หลายยูนิต
ด้าน Technical
☐ มี Technical Data
☐ เหมาะกับพื้นที่
☐ วิธีติดตั้งชัดเจน
☐ Performance ตรงกับงาน
ด้าน Procurement
☐ มีสินค้าพอ
☐ สั่งจำนวนมากได้
☐ ส่งเป็น Phase ได้
☐ มีระบบ Lot
ด้าน Budget
☐ ราคาต่อหน่วย
☐ ค่าแรง
☐ ค่าขนส่ง
☐ เศษวัสดุ
☐ Stock สำรอง
ด้าน After Sales
☐ มี Warranty
☐ มีสินค้าอะไหล่
☐ มีข้อมูล Lot
☐ มีข้อมูลติดตั้ง
สรุป: วัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรควรเลือกอย่างไร?
การเลือกวัสดุตกแต่งสำหรับโครงการบ้านจัดสรรไม่ควรมองเพียงว่า “วัสดุชนิดไหนสวยที่สุด” หรือ “วัสดุชนิดไหนถูกที่สุด”
แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า
วัสดุชนิดนี้เหมาะกับพื้นที่นี้หรือไม่?
จากนั้นพิจารณาต่อว่า
เหมาะกับการใช้งานหรือไม่?
เหมาะกับงบประมาณหรือไม่?
สามารถจัดส่งได้ตลอดโครงการหรือไม่?
สามารถควบคุมสีและสเปกได้หรือไม่?
ติดตั้งง่ายหรือไม่?
มีสินค้าสำรองสำหรับ After Sales หรือไม่?
สำหรับโครงการบ้านจัดสรร วัสดุแต่ละประเภทสามารถทำหน้าที่ต่างกันได้อย่างชัดเจน
พื้น SPC เหมาะสำหรับเป็นวัสดุปูพื้นภายในที่ต้องการวางมาตรฐานหลายยูนิต
WPC เหมาะสำหรับการสร้างภาพลักษณ์ของ Facade ระแนง ฝ้า ผนัง และพื้นที่ภายนอกตามสเปกของแต่ละรุ่น
หญ้าเทียม เหมาะกับงาน Landscape และพื้นที่สีเขียวที่ต้องการดูแลให้ง่ายและคงภาพลักษณ์
PU Stone เหมาะสำหรับ Feature Wall และงานตกแต่งที่ต้องการ Texture
UPVC สามารถนำมาพิจารณาในงานผนังและฝ้าภายในบางพื้นที่
Carpet Tile เหมาะกับสำนักงานฝ่ายขาย ห้องประชุม Clubhouse และพื้นที่ส่วนกลางที่มีการใช้งานในลักษณะสำนักงาน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกวัสดุทำงานร่วมกันภายใต้ระบบเดียว ตั้งแต่การเลือก Spec → Sample → BOQ → Forecast → จัดซื้อ → Lot → Delivery → Installation → QC → Stock สำรอง → After Sales
เมื่อระบบเหล่านี้ถูกวางตั้งแต่ต้น Developer และผู้รับเหมาจะสามารถลดความเสี่ยงที่มักเกิดในโครงการจำนวนมากได้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุขาด สีไม่ตรงกัน สั่งผิดรุ่น งบประมาณบานปลาย หรือไม่สามารถหาวัสดุเดิมในช่วงซ่อมแซม
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- วิธีเลือกพื้น SPC สำหรับบ้านจัดสรรหลายหลัง ให้สีและล็อตสินค้าไม่ต่างกัน
- Spec พื้น SPC สำหรับโครงการควรระบุอะไรบ้าง?
- เปรียบเทียบพื้น SPC 4 มม. 5.5 มม. และ 6.5 มม.
- เครื่องคำนวณพื้นที่พื้น SPC
- เครื่องคำนวณพื้นที่ WPC / UPVC สำหรับโครงการ
- หญ้าเทียมสำหรับโครงการบ้านจัดสรร เลือกความสูงกี่มิลดี?
- ผนังหินเทียม PU Stone เหมาะกับงานโครงการอย่างไร?
เลือกวัสดุโครงการจาก Enoch Flooring Thailand
สำหรับ Developer ผู้รับเหมา สถาปนิก Interior Designer และฝ่ายจัดซื้อที่กำลังมองหาวัสดุสำหรับโครงการบ้านจัดสรร การเลือก Supplier ที่มีสินค้าหลากหลายและสามารถรองรับงานโครงการได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้การบริหารงานง่ายขึ้น
Enoch Flooring Thailand มีวัสดุสำหรับงาน Flooring และ Decoration หลายกลุ่ม เช่น SPC, WPC, Artificial Grass, PU Stone, UPVC และ Carpet Tile
สามารถเริ่มต้นจากการกำหนด
ประเภทโครงการ + จำนวนยูนิต + พื้นที่ใช้งาน + สเปกที่ต้องการ + งบประมาณ
จากนั้นจึงวาง Material List และ BOQ ของแต่ละพื้นที่
สำหรับโครงการที่ต้องการสั่งซื้อจำนวนมาก ควรส่งข้อมูลให้ Supplier ตั้งแต่ต้น เช่น
- จำนวนบ้าน
- แบบบ้าน
- พื้นที่โดยประมาณ
- จำนวนเฟส
- ระยะเวลาก่อสร้าง
- สเปกวัสดุ
- สีที่ต้องการ
- ปริมาณโดยประมาณ
- กำหนดส่งสินค้า
เพื่อให้ Supplier สามารถช่วยประเมินเรื่องสินค้า สต็อก การจัดส่ง และการวางแผนวัสดุได้แม่นยำขึ้น
กำลังทำโครงการบ้านจัดสรร และกำลังมองหาวัสดุพื้น ผนัง ภายนอก และ Landscape สำหรับงานจำนวนมาก?
Enoch Flooring Thailand ให้บริการวัสดุสำหรับงานโครงการ เช่น
พื้น SPC | WPC | PU Stone | Artificial Grass | UPVC | Carpet Tile
เหมาะสำหรับ
- Developer
- เจ้าของโครงการ
- ผู้รับเหมา
- Architect
- Interior Designer
- ฝ่ายจัดซื้อ
- งานบ้านจัดสรร
- โครงการอสังหาริมทรัพย์
- Clubhouse
- Sales Office
- โครงการ Commercial
ส่งรายละเอียดโครงการ เช่น จำนวนยูนิต พื้นที่ใช้งาน และสเปกที่ต้องการ เพื่อให้ทีมงานช่วยประเมินวัสดุและปริมาณเบื้องต้นได้
สอบถามราคาสำหรับโครงการและงานจำนวนมากกับ Enoch Flooring Thailand ได้โดยตรง
หรือดูตัวอย่างสินค้าและรุ่นต่าง ๆ ได้ที่
Enoch SPC 4 มม.
Enoch SPC 5.5 มม.
Enoch SPC 6.5 มม.
Enoch SPC PREMIUM รุ่น ELITE PRIME 4 มม.
Enoch พื้น SPC พรีเมี่ยม ซีรีย์ รุ่น NBL
ผ่านการทดสอบ รับรองมาตรฐาน
ติดต่อทีมงานเพื่อรับราคาโครงการ / ใบเสนอราคา / ตัวอย่างสินค้า
Tel. 096-152 3339
Line OA: @enochth
Website: https://enochthailand.com
Facebook: enochthailand
Instagram: enochflooring
TikTok : @enoch.thailand
Youtube: @EnochFlooringThailand
แผนที่ตั้งโชว์รูม
บริษัท อีโนช ฟลูริง (ไทยแลนด์) จำกัด
Show Room : 38/109-110 หมู่ 19 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ










