กระเบื้อง SPC กระเบื้องคลิกล็อค เกรดพรีเมี่ยม Virgin 100% by Enoch

ซื้อพื้น SPC จำนวนมากต้องต่อรองอะไรบ้าง

ซื้อพื้น SPC จำนวนมากต้องต่อรองอะไรบ้าง? 12 เรื่องที่ผู้รับเหมาควรถามก่อนสั่งซื้อ

      การ ซื้อพื้น SPC จำนวนมาก สำหรับงานก่อสร้าง รีโนเวท บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม สำนักงาน ร้านค้า โชว์รูม หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ควรพิจารณาเพียงคำถามว่า

Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!

“ซื้อกี่ตารางเมตรถึงจะได้ราคาถูกที่สุด?”

เพราะในการสั่งซื้อพื้น SPC จำนวนมาก ราคาต่อ ตารางเมตร เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนจริงของโครงการ

     ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์จะไม่ได้ต่อรองเฉพาะ “ราคาต่อ ตร.ม.” แต่จะพิจารณาให้ครบทั้ง ราคา สเปก ปริมาณ สต็อก Lot สี ระยะเวลาจัดส่ง MOQ การแบ่งส่ง ของสำรอง อุปกรณ์ติดตั้ง การรับประกัน เงื่อนไขชำระเงิน และความรับผิดชอบเมื่อสินค้าเกิดปัญหา

เหตุผลสำคัญคือ พื้น SPC ที่ราคาถูกกว่า 10–20 บาทต่อตารางเมตร อาจไม่ได้หมายความว่าโครงการจะประหยัดเงินจริง หากภายหลังเกิดปัญหา เช่น

  • สินค้าไม่พอหน้างาน
  • ต้องรอสั่งรอบใหม่
  • สีหรือลายต่างจากล็อตเดิม
  • สินค้าคนละ Product Code
  • จำนวนต่อกล่องไม่ตรงกับที่คำนวณ
  • มีสินค้าชำรุดระหว่างขนส่ง
  • ต้องซื้อเพิ่มในราคาที่สูงขึ้น
  • ไม่มีสินค้า Replacement
  • ส่งสินค้าไม่ทัน Construction Schedule
  • Click Lock แตกจากการติดตั้งหรือขนส่ง
  • ต้องรื้อพื้นบางส่วนเพราะวัสดุไม่ตรง Spec
  • ต้องหยุดงานช่าง
  • ต้องจ่ายค่าแรงซ้ำ
  • งานส่งมอบล่าช้า

ดังนั้น สำหรับผู้รับเหมาที่กำลังจะซื้อพื้น SPC จำนวนมาก คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่เพียง

“ลดราคาได้อีกไหม?”

แต่ควรถามว่า

“ถ้าผมสั่งจำนวนนี้ Supplier สามารถให้เงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง เพื่อให้ต้นทุนรวมของโครงการต่ำลงและความเสี่ยงลดลง?”

บทความนี้รวบรวม 12 เรื่องที่ผู้รับเหมาควรถามและต่อรองก่อนสั่งซื้อพื้น SPC จำนวนมาก พร้อมตัวอย่างคำถาม วิธีคิดต้นทุน และ Checklist ที่สามารถนำไปใช้คุยกับ Supplier ได้จริง

 

ซื้อพื้น SPC จำนวนมาก ทำไมไม่ควรต่อรองแค่ “ราคาต่อตารางเมตร”?

ในการซื้อวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ผู้รับเหมามักเริ่มต้นจากการขอใบเสนอราคา เช่น

พื้น SPC รุ่น A ราคา 290 บาท/ตร.ม.

จากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับ Supplier รายอื่น เช่น

Supplier B ราคา 285 บาท/ตร.ม.

และ Supplier C ราคา 275 บาท/ตร.ม.

ดูจากตัวเลขอย่างเดียว Supplier C ดูเหมือนจะถูกที่สุด

แต่ถ้าพิจารณาต้นทุนรวม อาจไม่ใช่เช่นนั้น

สมมติว่าโครงการต้องใช้พื้น SPC 5,000 ตร.ม.

หาก Supplier A ราคา 290 บาท/ตร.ม.

ต้นทุนวัสดุ =

5,000 × 290 = 1,450,000 บาท

ขณะที่ Supplier C ราคา 275 บาท/ตร.ม.

ต้นทุนวัสดุ =

5,000 × 275 = 1,375,000 บาท

ดูเหมือน Supplier C ประหยัดกว่า 75,000 บาท

แต่ถ้า Supplier C มีเงื่อนไขว่า

  • ต้องสั่งขั้นต่ำ 2,000 ตร.ม.ต่อสี
  • ไม่มี Stock พร้อมส่ง
  • Lead Time 45 วัน
  • ไม่สามารถล็อก Lot ได้
  • ไม่มีสินค้า Replacement
  • ต้องชำระเงินเต็มจำนวนก่อนผลิต
  • ค่าขนส่งคิดแยก
  • ไม่มีบริการตรวจสอบปริมาณ
  • ไม่สามารถแบ่งส่งหลายรอบ

ในขณะที่ Supplier A สามารถ

  • ล็อก Product Code
  • ล็อกสี
  • ล็อก Lot
  • แบ่งส่งตาม Construction Schedule
  • มี Stock
  • มีสินค้าเผื่อ
  • มีทีมงานให้คำปรึกษา
  • รับผิดชอบเรื่อง Warranty
  • จัดส่งตามรอบ

Supplier A อาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า แม้ราคาต่อตารางเมตรสูงกว่า

นี่คือแนวคิดสำคัญของการซื้อวัสดุสำหรับโครงการ

อย่าดูเฉพาะ Unit Price ให้ดู Total Cost of Ownership

โดยเฉพาะงานที่มีพื้นที่จำนวนมาก เพราะต้นทุนจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสูงกว่าส่วนต่างราคาพื้นหลายเท่า

 

ก่อนต่อรองต้องรู้ 5 ตัวเลขของโครงการ

ก่อนโทรหา Supplier ผู้รับเหมาควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย 5 เรื่อง

1. พื้นที่ใช้งานจริง

ตัวอย่าง

พื้นที่รวม = 4,800 ตร.ม.

2. เปอร์เซ็นต์เผื่อเศษ

สมมติใช้เผื่อ 5%

ปริมาณสั่งซื้อเบื้องต้น

4,800 × 1.05

= 5,040 ตร.ม.

อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์เผื่อไม่ควรกำหนดตายตัวทุกโครงการ เพราะขึ้นอยู่กับ

  • รูปทรงห้อง
  • จำนวนห้อง
  • ขนาดแผ่น
  • รูปแบบการปู
  • ลายไม้
  • Direction
  • Pattern
  • การตัดรอบเสา
  • ช่องประตู
  • งานบันได
  • พื้นที่ที่มีเศษสูง

3. จำนวนกล่อง

หากพื้นรุ่นที่เลือกมีพื้นที่ 2.855 ตร.ม./กล่อง

5,040 ÷ 2.855

≈ 1,765 กล่อง

ดังนั้นควรสอบถาม Supplier ให้ยืนยันว่า พื้นที่ต่อกล่องของ Product Code ที่จะซื้อจริงเท่าไร

อย่าใช้ข้อมูลจากรุ่นอื่นมาคำนวณแทน

4. Construction Schedule

ต้องรู้ว่า

  • เริ่มติดตั้งวันไหน
  • ต้องใช้สินค้าเมื่อไร
  • ใช้ครั้งแรกกี่ ตร.ม.
  • ต้องใช้ต่อเนื่องหรือไม่
  • โครงการเสร็จเมื่อไร

5. งบประมาณ

ผู้รับเหมาควรรู้ว่า Budget ที่ตั้งไว้คือเท่าไร

จากนั้นจึงค่อยต่อรองโดยใช้ข้อมูลจริง

 

12 เรื่องที่ผู้รับเหมาควรถามก่อนซื้อพื้น SPC จำนวนมาก

เรื่องที่ 1: ราคาต่อ ตารางเมตร และโครงสร้างราคาสำหรับปริมาณมาก

แน่นอนว่าราคาเป็นสิ่งแรกที่ผู้รับเหมาควรต่อรอง

แต่ไม่ควรถามเพียงว่า

“ลดได้อีกไหมครับ?”

ควรเปลี่ยนเป็น

“ถ้าผมสั่งประมาณ 1,000 / 3,000 / 5,000 / 10,000 ตร.ม. ราคาต่อ ตร.ม. จะอยู่ที่เท่าไร?”

การถามแบบนี้ทำให้ Supplier สามารถเสนอ Volume Pricing ได้

ตัวอย่างโครงสร้างราคา

ปริมาณราคา/ตร.ม.
100–499 ตร.ม.300 บาท
500–999 ตร.ม.295 บาท
1,000–2,999 ตร.ม.290 บาท
3,000–4,999 ตร.ม.285 บาท
5,000+ ตร.ม.280 บาท

ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ราคากลางของตลาด

สิ่งที่ผู้รับเหมาควรถามเพิ่มเติมคือ

ราคานี้รวมอะไรแล้ว?

ถามให้ครบว่า

  • รวม VAT หรือยัง?
  • รวมค่าขนส่งหรือไม่?
  • รวมค่าขึ้นสินค้าไหม?
  • รวมค่าจัดส่งถึงหน้างานหรือไม่?
  • มีค่าแพ็กกิ้งเพิ่มเติมหรือไม่?
  • รวมอุปกรณ์ติดตั้งหรือยัง?
  • ราคานี้ใช้ได้ถึงเมื่อไร?
  • เป็นราคาเฉพาะ Project หรือราคาปกติ?
  • ถ้าปริมาณเพิ่ม ราคาจะลดอีกหรือไม่?

เพราะราคา 285 บาท/ตร.ม. ที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายบางรายการ อาจแพงกว่าราคา 290 บาท/ตร.ม. ที่รวมหลายรายการแล้ว

วิธีต่อรองราคาที่ดีกว่า “ขอลดราคา”

ผู้รับเหมาสามารถใช้วิธีต่อรองแบบมีเงื่อนไข เช่น

“ถ้าผมยืนยัน PO 5,000 ตร.ม. สามารถทำราคา Project ได้เท่าไร?”

หรือ

“ถ้าผมใช้สีเดียวทั้งโครงการและรับสินค้าเป็นล็อตใหญ่ สามารถลดราคาได้อีกไหม?”

หรือ

“ถ้าผมสั่งต่อเนื่องทุกเดือน Supplier มี Project Price หรือไม่?”

หรือ

“ถ้าผมซื้อพร้อมบัวและตัวจบ สามารถทำราคา Package ได้หรือไม่?”

วิธีนี้มีโอกาสได้ข้อเสนอที่ดีกว่าการถามเพียง “ลดได้ไหม”

 

เรื่องที่ 2: MOQ หรือจำนวนขั้นต่ำในการสั่งซื้อ

MOQ หรือ Minimum Order Quantity เป็นเรื่องที่ผู้รับเหมาควรถามก่อนออก PO

เพราะ Supplier บางรายอาจเสนอราคาต่ำเมื่อซื้อจำนวนมาก แต่กำหนดขั้นต่ำสูง

ตัวอย่าง

ราคา 280 บาท/ตร.ม. แต่ MOQ 3,000 ตร.ม.

ถ้าโครงการต้องใช้จริงเพียง 1,200 ตร.ม. ราคานี้อาจไม่ได้เหมาะกับโครงการ

จึงควรถามว่า

  • MOQ ต่อสีเท่าไร?
  • MOQ ต่อรุ่นเท่าไร?
  • MOQ ต่อ Lot เท่าไร?
  • สามารถรวมหลายสีเพื่อให้ถึง MOQ ได้หรือไม่?
  • สามารถทยอยรับสินค้าได้หรือไม่?
  • ต้องชำระทั้งหมดเมื่อไร?
  • หากใช้ไม่หมด Supplier รับคืนหรือไม่?

MOQ สำคัญอย่างไร?

สมมติโครงการใช้

  • สี A = 1,000 ตร.ม.
  • สี B = 700 ตร.ม.
  • สี C = 500 ตร.ม.

ถ้า Supplier กำหนด MOQ 1,000 ตร.ม./สี

สี B และ C จะมีปัญหา

ดังนั้นผู้รับเหมาควรเจรจาเรื่อง MOQ ตั้งแต่ต้น

เช่น

“สามารถใช้ยอดรวมทั้งโครงการในการคำนวณ MOQ ได้ไหม?”

หรือ

“ถ้าเรามีหลาย Phase สามารถรวม PO แต่แบ่งส่งได้หรือไม่?”

นี่เป็นวิธีที่ช่วยลด Stock ที่ไม่จำเป็น

 

เรื่องที่ 3: สต็อกสินค้าพร้อมส่ง

Stock เป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าราคาในบางโครงการ

โดยเฉพาะโครงการที่กำลังเดินงานอยู่

ผู้รับเหมาควรถามว่า

“รุ่นนี้มีของพร้อมส่งกี่ตารางเมตร?”

และควรถามต่อว่า

  • มีจำนวนกี่กล่อง?
  • มีสีที่ต้องการจริงหรือไม่?
  • เป็น Product Code เดียวกันหรือไม่?
  • เป็น Lot เดียวกันหรือไม่?
  • Stock อยู่ที่ไหน?
  • พร้อมส่งภายในกี่วัน?
  • หากต้องการเพิ่มอีก 1,000 ตร.ม. มีของหรือไม่?
  • หาก Stock หมด ต้องรอผลิตกี่วัน?

ข้อมูลบนเว็บไซต์ Enoch ระบุว่าการวางแผนงานโครงการควรพิจารณา รุ่นสินค้า รหัสสี ปริมาณ Stock Production Lot และระยะเวลาที่ต้องใช้ ร่วมกับ Construction Schedule เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าต่างล็อต

ทำไม Stock ถึงสำคัญ?

สมมติผู้รับเหมาประหยัดได้ 10 บาท/ตร.ม.

พื้นที่ 5,000 ตร.ม.

ประหยัด

50,000 บาท

แต่หากสินค้าส่งไม่ทัน 7 วัน

อาจเกิด

  • ช่างว่าง
  • งานอื่นต้องเลื่อน
  • ค่าแรงเสียเปล่า
  • ค่าเช่าเครื่องมือ
  • ค่าใช้จ่ายหน้างาน
  • ค่าเร่งงาน
  • ค่า OT
  • ค่าเสียโอกาส

ดังนั้น

Supplier ที่ราคาถูกที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็น Supplier ที่ต้นทุนต่ำที่สุด

 

เรื่องที่ 4: Product Code และ Specification ต้องตรงกับที่อนุมัติ

ก่อนซื้อจำนวนมาก ผู้รับเหมาควรยืนยัน Product Code ให้ชัดเจน

ไม่ควรใช้คำว่า

“พื้น SPC สีไม้โอ๊ค 5 มม.”

เพียงอย่างเดียว

เพราะอาจมีหลายรุ่นที่

  • ความหนาต่างกัน
  • Wear Layer ต่างกัน
  • Density ต่างกัน
  • Click System ต่างกัน
  • Underlay ต่างกัน
  • ขนาดแผ่นต่างกัน
  • สีใกล้เคียงกัน

สำหรับงานโครงการ ควรระบุอย่างน้อย

  • Brand
  • Product Code
  • Model
  • Color Code
  • Dimension
  • Total Thickness
  • Wear Layer
  • Core
  • Underlay
  • Click System
  • Surface
  • Warranty
  • Approved Sample

เรื่อง Spec พื้น SPC สำหรับโครงการของ Enoch แนะนำให้ระบุข้อมูลทาง Product, Material, Dimension, Thickness, Wear Layer, Core, Click, Underlay, Performance, Warranty, Documentation และ QA/QC เพื่อให้การเทียบ Supplier ทำได้เป็นระบบ

 

อย่าต่อรองโดยลด Spec โดยไม่รู้ตัว

นี่เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อย

ตัวอย่าง

Supplier A

SPC 5.5 มม. + IXPE

ราคา 305 บาท/ตร.ม.

Supplier B

SPC 5 มม.

ราคา 280 บาท/ตร.ม.

ถ้าดูเฉพาะราคา Supplier B ถูกกว่า 25 บาท

แต่สินค้าอาจไม่ใช่ Spec เดียวกัน

ดังนั้นก่อนเปรียบเทียบราคา ต้องทำ

Like-for-Like Comparison

คือเปรียบเทียบสินค้าในสเปกเดียวกัน

 

เรื่องที่ 5: Production Lot และความสม่ำเสมอของสี

เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับ

  • บ้านจัดสรร
  • คอนโด
  • โรงแรม
  • รีสอร์ต
  • สำนักงาน
  • โครงการที่มีหลายอาคาร
  • โครงการที่ติดตั้งหลายเดือน

ผู้รับเหมาควรถาม Supplier ว่า

“สามารถล็อก Lot เดียวกันสำหรับทั้งโครงการได้หรือไม่?”

และควรถามเพิ่มว่า

  • สีเดียวกันแต่คนละ Lot มีโอกาสต่างกันหรือไม่?
  • สามารถผลิตล็อตเดียวสำหรับทั้งโครงการได้หรือไม่?
  • หากต้องซื้อเพิ่มภายหลังจะใช้ Lot เดิมได้หรือไม่?
  • Supplier สามารถเก็บ Stock สำรองให้ได้หรือไม่?
  • มีระบบระบุ Lot บนกล่องหรือไม่?

 

ทำไม Lot สำคัญ?

พื้น SPC เป็นวัสดุที่มีลายและสี

แม้จะเป็นรหัสสีเดียวกัน แต่การผลิตต่างล็อตอาจทำให้เฉดสีแตกต่างกันได้ในระดับที่มองเห็น โดยเฉพาะเมื่อปูพื้นที่ต่อเนื่องขนาดใหญ่

ดังนั้นโครงการที่ต้องการความสม่ำเสมอควรวางแผนตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ

สูตรคิดง่าย ๆ คือ

สีเดียว + Product Code เดียว + Lot ที่ควบคุมได้ + ปริมาณเพียงพอ

จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดพื้นคนละเฉด

 

เรื่องที่ 6: Lead Time และกำหนดส่งสินค้า

ผู้รับเหมาควรถาม Supplier อย่างละเอียดว่า

“ถ้าออก PO วันนี้ ของจะถึงหน้างานวันไหน?”

ไม่ควรพอใจกับคำตอบว่า

“ประมาณ 7 วัน”

ควรถามให้ละเอียดกว่าเดิม

  • Lead Time กี่วัน?
  • นับจากวันที่ออก PO หรือวันที่ชำระเงิน?
  • เป็นวันทำการหรือวันปฏิทิน?
  • ถ้าสินค้าหมดต้องรอผลิตกี่วัน?
  • หากมีการสั่งเพิ่ม Lead Time เท่าไร?
  • มีสินค้าสำรองหรือไม่?
  • สามารถรับประกันวันส่งได้หรือไม่?
  • ถ้าส่งล่าช้าจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร?

 

แนะนำให้ผูกการสั่งซื้อกับ Construction Schedule

ตัวอย่าง

Phaseวันที่ต้องใช้ปริมาณ
Phase 110 ก.ย.1,200 ตร.ม.
Phase 225 ก.ย.1,500 ตร.ม.
Phase 315 ต.ค.1,300 ตร.ม.
Phase 41 พ.ย.1,000 ตร.ม.

แทนที่จะสั่ง 5,000 ตร.ม.เข้าหน้างานพร้อมกันทั้งหมด

อาจเจรจาเป็น

1 PO + 4 Delivery

วิธีนี้ช่วยลดพื้นที่จัดเก็บและลดความเสี่ยงที่วัสดุจะเสียหายจากการเก็บหน้างาน

 

เรื่องที่ 7: ต่อรองการแบ่งส่งสินค้าเป็นงวด

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้รับเหมาควรให้ความสำคัญมาก

โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่

แทนที่จะต่อรองเพียง

“ราคาเท่าไร?”

ให้ต่อรองว่า

“ถ้าผมสั่ง 5,000 ตร.ม. สามารถแบ่งส่ง 4 รอบตามแผนงานได้ไหม?”

ตัวอย่าง

PO รวม 5,000 ตร.ม.

แต่แบ่งส่ง

  • รอบ 1 = 1,200 ตร.ม.
  • รอบ 2 = 1,300 ตร.ม.
  • รอบ 3 = 1,300 ตร.ม.
  • รอบ 4 = 1,200 ตร.ม.

ข้อดีคือ

  • ลดพื้นที่ Stock หน้างาน
  • ลดความเสียหาย
  • ลดการเคลื่อนย้าย
  • ลดปัญหาสินค้ากีดขวางพื้นที่ทำงาน
  • ควบคุมงานง่าย
  • ลดเงินจมในวัสดุ
  • ทำให้การจัดส่งสอดคล้องกับ Progress

 

แต่ต้องถามเรื่อง “ล็อกราคา” ด้วย

หากแบ่งส่งหลายครั้ง ต้องถามว่า

“ราคาที่ตกลงวันนี้สามารถล็อกสำหรับทุกงวดได้หรือไม่?”

เพราะถ้า Supplier เสนอราคาพิเศษเฉพาะงวดแรก แต่ราคางวดถัดไปสามารถเปลี่ยนได้ ผู้รับเหมาอาจควบคุม Budget ได้ยาก

ดังนั้นควรเขียนในใบเสนอราคา / PO ให้ชัดเจน

Product Code + Quantity + Unit Price + Delivery Schedule + Price Validity

 

เรื่องที่ 8: จำนวนเผื่อและสินค้าสำรอง

การซื้อพื้น SPC จำนวนมากต้องวางแผนเรื่อง Spare Material

อย่าสั่งตามพื้นที่ใช้งานจริงแบบพอดี 100%

เพราะงานจริงมี

  • เศษตัด
  • ความเสียหาย
  • แผ่นมีตำหนิ
  • แผ่นเสียจากการติดตั้ง
  • การซ่อมแซมภายหลัง
  • การเปลี่ยนบางพื้นที่
  • การตัดรอบเสา
  • การตัดบริเวณประตู
  • การแก้ Pattern

ควรเผื่อกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ

โดยทั่วไปต้องพิจารณา

ห้องทรงสี่เหลี่ยมง่าย

เศษอาจต่ำกว่า

ห้องที่มีมุมเยอะ

เศษอาจสูงขึ้น

ลายปูเฉพาะทาง

เช่น Herringbone หรือ Pattern

อาจต้องเผื่อมากขึ้น

โครงการจำนวนหลายห้อง

ต้องพิจารณาการกระจายเศษจากแต่ละห้อง

ดังนั้นควรให้ผู้รับเหมาถอด BOQ จากแบบจริง

Spare Material ไม่ใช่ “ของเหลือ”

วัสดุสำรองควรมองเป็น

Risk Management

เพราะหากพื้นเสียหลังส่งมอบ 1 ปี แล้วรุ่นนั้นเลิกผลิต

ปัญหาอาจเกิดขึ้นทันที

หากโครงการมีวัสดุสำรองเก็บไว้

การซ่อมแซมจะง่ายกว่า

คำถามที่ควรถาม Supplier

“ถ้าผมต้องการเก็บ Spare สำหรับโครงการ Supplier สามารถจัด Lot เดียวกันให้ได้ไหม?”

และ

“ถ้าต้องสั่งเพิ่มภายหลัง สามารถรับประกันว่าจะได้สีและรุ่นเดียวกันหรือไม่?”

 

เรื่องที่ 9: ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายแฝง

ราคาพื้น SPC ที่ดูถูก อาจมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมา

ดังนั้นต้องถามให้ครบว่า

1. ค่าขนส่ง

คิดแบบ

  • ต่อเที่ยว
  • ต่อกิโลเมตร
  • ต่อจำนวนกล่อง
  • เหมาจ่าย
  • ฟรีเมื่อถึงยอด

2. ค่าขึ้นสินค้า

ใครเป็นผู้รับผิดชอบ?

3. ค่าลงสินค้า

Supplier ลงให้หรือไม่?

4. ค่าเข้าหน้างาน

หากหน้างานมีข้อจำกัด เช่น

  • รถใหญ่เข้าไม่ได้
  • ต้องนัดเวลา
  • ต้องลงทะเบียน
  • ต้องใช้รถขนาดเล็ก
  • ต้องขนขึ้นอาคาร

อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

วิธีคำนวณราคาจริง

อย่าดูเพียง

Unit Price

ให้คิด

Total Landed Cost = ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าใช้จ่ายอื่น + ค่าแรงที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง

สินค้า

5,000 × 285

= 1,425,000 บาท

ค่าขนส่งรวม

25,000 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่น

10,000 บาท

ต้นทุนจริง

= 1,460,000 บาท

ดังนั้นต้นทุนเฉลี่ยจริง

1,460,000 ÷ 5,000

= 292 บาท/ตร.ม.

แม้ราคาบนใบเสนอราคาจะเขียนว่า 285 บาท/ตร.ม.

 

เรื่องที่ 10: Warranty และเงื่อนไขการเคลม

ผู้รับเหมามักถามเรื่อง Warranty หลังจากซื้อไปแล้ว

แต่จริง ๆ ควรถามก่อนออก PO

เพราะ Warranty แต่ละ Supplier อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน

ควรถามว่า

  • รับประกันกี่ปี?
  • รับประกันอะไร?
  • ไม่รับประกันอะไร?
  • ครอบคลุมสินค้าแตกหรือไม่?
  • ครอบคลุม Click Lock หรือไม่?
  • ครอบคลุมสีหรือไม่?
  • ครอบคลุมการโก่งหรือไม่?
  • ต้องติดตั้งโดยทีมที่กำหนดหรือไม่?
  • ต้องมีเอกสารอะไรตอนเคลม?
  • ใช้เวลาพิจารณากี่วัน?
  • หากเคลมผ่าน จะเปลี่ยนสินค้าอย่างไร?
  • ค่าขนส่งสินค้าเคลมใครรับผิดชอบ?

 

Warranty ต้องแยก “สินค้า” กับ “การติดตั้ง”

นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก

พื้น SPC อาจมี Warranty จากผู้ผลิต

แต่ไม่ได้หมายความว่า

ทุกปัญหาที่เกิดหลังติดตั้งจะเคลมได้ทั้งหมด

เพราะปัญหาอาจเกิดจาก

  • พื้นเดิมไม่ได้ระดับ
  • ความชื้น
  • ติดตั้งผิดวิธี
  • ไม่เว้นระยะตามคำแนะนำ
  • ใช้งานผิดประเภท
  • ขนส่งผิดวิธี
  • เก็บสินค้าไม่ถูกต้อง

ดังนั้นผู้รับเหมาควรขอ เงื่อนไข Warranty เป็นลายลักษณ์อักษร

 

เรื่องที่ 11: เงื่อนไขการชำระเงิน

เมื่อซื้อพื้น SPC จำนวนมาก มูลค่า PO อาจสูงมาก

ดังนั้น Terms of Payment มีผลต่อ Cash Flow ของผู้รับเหมาโดยตรง

ตัวอย่าง

แบบ A

ชำระ 100% ก่อนส่ง

แบบ B

มัดจำ 30%

ชำระ 70% ก่อนส่ง

แบบ C

มัดจำ 20%

ชำระตาม Delivery

แบบ D

Credit Term

ชำระหลังรับสินค้า

เงื่อนไขเหล่านี้มีผลต่อกระแสเงินสดอย่างมาก

 

Cash Flow สำคัญสำหรับผู้รับเหมามาก

เพราะในโครงการหนึ่งอาจมี

  • พื้น
  • บัว
  • ประตู
  • ผนัง
  • ฝ้า
  • ไฟ
  • สุขภัณฑ์
  • เฟอร์นิเจอร์
  • ค่าแรง

ดังนั้นการลดราคาวัสดุ 5 บาท/ตร.ม. อาจไม่สำคัญเท่าการได้ Terms ที่ช่วยรักษากระแสเงินสด

 

เรื่องที่ 12: อุปกรณ์ประกอบและบริการสนับสนุน

อย่าลืมว่าการติดตั้งพื้น SPC ไม่ได้จบแค่การซื้อแผ่นพื้น

ยังมีวัสดุประกอบ เช่น

  • บัวเชิงผนัง
  • ตัวจบ
  • ตัวต่อ
  • Transition
  • Stair Nosing
  • Underlay
  • อุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ

ดังนั้นควรถาม Supplier ว่า

“ถ้าซื้อพื้นจำนวนมาก สามารถทำราคา Package พร้อมอุปกรณ์ประกอบได้หรือไม่?”

บางครั้งการซื้อรวมอาจได้ราคาที่ดีกว่าซื้อแยก

Enoch ระบุว่ามีอุปกรณ์ประกอบงานพื้น เช่น บัวเชิงผนัง ตัวจบ และวัสดุรองพื้นสำหรับงานติดตั้งด้วย

 

อย่าต่อรองเฉพาะสินค้า ให้ต่อรอง “Package”

ตัวอย่าง

แทนที่จะสั่ง

พื้น SPC = 5,000 ตร.ม.

ลองเจรจาเป็น

  • พื้น SPC
  • บัว
  • ตัวจบ
  • Underlay
  • อุปกรณ์ติดตั้ง
  • ค่าขนส่ง
  • บริการตรวจสอบ
  • Spare Material

แล้วถาม Supplier ว่า

“ถ้าผมซื้อทั้ง Package สามารถทำ Project Price ได้ไหม?”

นี่เป็นวิธีเพิ่มอำนาจต่อรองโดยไม่จำเป็นต้องกดราคาสินค้าหลักอย่างเดียว

 

วิธีต่อรองราคาพื้น SPC แบบมืออาชีพ

ผู้รับเหมาที่ต่อรองเก่งไม่ได้หมายถึงคนที่ “กด Supplier ให้ราคาต่ำที่สุด”

แต่หมายถึงคนที่สามารถสร้างข้อเสนอที่

ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลที่จะตกลงกัน

 

เทคนิคที่ 1: เปิดเผยปริมาณโดยประมาณ

อย่าพูดว่า

“ขอราคาถูกที่สุด”

แต่ให้ข้อมูล

“โครงการนี้ประมาณ 5,000 ตร.ม. และมีโอกาสเพิ่มอีกประมาณ 1,000 ตร.ม.”

Supplier จะมองเห็น Potential Order

และสามารถเสนอ Project Price ได้ง่ายขึ้น

 

เทคนิคที่ 2: ใช้ Quantity เป็นอำนาจต่อรอง

ตัวอย่าง

“ถ้า 1,000 ตร.ม. ราคาเท่าไร?”

จากนั้น

“ถ้า 3,000 ตร.ม.?”

และ

“ถ้า 5,000 ตร.ม.?”

ทำให้เห็น Volume Pricing

 

เทคนิคที่ 3: ต่อรองแบบหลายระดับ

ตัวอย่าง

ปริมาณขอราคา
1,000 ตร.ม.ราคา A
3,000 ตร.ม.ราคา B
5,000 ตร.ม.ราคา C
10,000 ตร.ม.ราคา D

จากนั้นเลือกตาม Budget

 

เทคนิคที่ 4: ใช้การล็อก Order แลกกับราคา

ตัวอย่าง

“ถ้าผมยืนยัน PO ภายในสัปดาห์นี้ สามารถล็อกราคา Project ได้หรือไม่?”

นี่เป็นการแลก

ความแน่นอนของ Supplier

กับ

ราคาที่ดีขึ้นสำหรับผู้รับเหมา

 

เทคนิคที่ 5: แลกการแบ่งส่งกับ Volume

ตัวอย่าง

“ผมยืนยัน 5,000 ตร.ม. แต่ขอแบ่งส่ง 4 งวดตามหน้างานได้ไหม?”

Supplier ได้ยอดขายที่แน่นอน

ผู้รับเหมาลด Stock หน้างาน

ถือเป็น Win-Win

 

เทคนิคที่ 6: ต่อรองโดยไม่ลดคุณภาพ

หาก Supplier ลดราคาไม่ได้แล้ว อย่ารีบเปลี่ยนไปใช้ Spec ต่ำกว่า

ให้ต่อรองสิ่งอื่นแทน เช่น

  • ฟรีขนส่ง
  • ฟรีอุปกรณ์
  • เพิ่ม Spare
  • ล็อก Lot
  • แบ่งส่ง
  • ล็อกราคา
  • เครดิต
  • Technical Support
  • Sample
  • ตรวจสอบสินค้า
  • ช่วยคำนวณปริมาณ

 

เทคนิคที่ 7: ใช้ Total Value แทน Unit Price

สมมติ

Supplier A

ราคา 290 บาท/ตร.ม.

Supplier B

ราคา 285 บาท/ตร.ม.

แต่ Supplier A

  • ฟรีส่ง
  • แบ่งส่ง
  • มี Stock
  • ล็อก Lot
  • มี Warranty
  • มี Technical Support

Supplier B

  • ราคาถูกกว่า
  • ค่าส่งเพิ่ม
  • ไม่มีแบ่งส่ง
  • ไม่มี Stock สำรอง

อย่ารีบเลือก B

ต้องคำนวณต้นทุนรวมก่อน

 

ตัวอย่างการคำนวณซื้อพื้น SPC จำนวนมาก

สมมติ

พื้นที่จริง

5,000 ตร.ม.

เผื่อ 5%

= 5,250 ตร.ม.

Supplier A

ราคา 290 บาท/ตร.ม.

ต้นทุน

5,250 × 290

= 1,522,500 บาท

Supplier B

ราคา 280 บาท/ตร.ม.

ต้นทุน

5,250 × 280

= 1,470,000 บาท

ดูเหมือน B ถูกกว่า

52,500 บาท

แต่ถ้า B มี

ค่าขนส่ง 30,000 บาท

และต้องซื้อขั้นต่ำเกินความต้องการอีก 200 ตร.ม.

ต้นทุนจะเพิ่ม

200 × 280

= 56,000 บาท

ดังนั้นต้นทุนรวมอาจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ตารางเปรียบเทียบ Supplier ที่ผู้รับเหมาควรใช้

แนะนำให้ทำตารางนี้ก่อนตัดสินใจ

หัวข้อSupplier ASupplier BSupplier C
Product Code   
สี   
Thickness   
Wear Layer   
Core   
Underlay   
ราคา/ตร.ม.   
MOQ   
Stock   
Lot   
Lead Time   
แบ่งส่ง   
ค่าขนส่ง   
Warranty   
Payment Term   
Spare   
อุปกรณ์   
Technical Support   

 

วิธีประเมิน Supplier แบบให้คะแนน

หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ สามารถใช้ระบบ Scoring

ตัวอย่าง

ปัจจัยน้ำหนัก
ราคา25%
Specification20%
Stock15%
Lead Time10%
Lot Control10%
Warranty5%
Payment Term5%
Delivery5%
Service5%

รวม

100%

วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจจาก “ราคาถูกที่สุด” เพียงอย่างเดียว

 

7 ข้อผิดพลาดที่ผู้รับเหมามักเจอเมื่อซื้อ SPC จำนวนมาก

ข้อผิดพลาดที่ 1: เลือกราคาถูกที่สุด

ราคาถูกไม่เท่ากับต้นทุนต่ำ

ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่ตรวจ Product Code

ทำให้ได้รับสินค้าคนละรุ่น

ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่ล็อก Lot

เมื่อซื้อเพิ่ม สีอาจไม่ตรงกัน

ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ถาม Stock

พอถึงเวลาติดตั้งกลับไม่มีสินค้า

ข้อผิดพลาดที่ 5: สั่งพอดีเกินไป

ไม่มี Spare สำหรับแก้ไขงาน

ข้อผิดพลาดที่ 6: ไม่อ่าน Warranty

เกิดปัญหาแล้วไม่รู้ว่าเคลมได้หรือไม่

ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่เขียนเงื่อนไขลง PO

ตกลงทางโทรศัพท์ แต่ไม่มีหลักฐานในเอกสาร

 

PO พื้น SPC ควรระบุอะไรบ้าง?

สำหรับงานจำนวนมาก ควรมีรายละเอียดอย่างน้อย

1. Supplier

ชื่อบริษัท

2. Buyer

ชื่อผู้ซื้อ

3. Project Name

ชื่อโครงการ

4. Product Code

รหัสสินค้า

5. Model

รุ่น

6. Color Code

รหัสสี

7. Quantity

จำนวน

8. Unit

ตร.ม. / กล่อง / ชิ้น

9. Unit Price

ราคาต่อหน่วย

10. Total Amount

ยอดรวม

11. Lot

หากสามารถกำหนดได้

12. Delivery Schedule

กำหนดส่ง

13. Delivery Address

สถานที่ส่ง

14. Payment Terms

เงื่อนไขชำระ

15. Warranty

เงื่อนไขรับประกัน

16. Special Conditions

เงื่อนไขเพิ่มเติม

 

Checklist ก่อนเซ็น PO

ให้ผู้รับเหมาทำเครื่องหมาย ✓

ด้านสินค้า

□ Product Code ถูกต้อง

□ Model ถูกต้อง

□ Color Code ถูกต้อง

□ Thickness ถูกต้อง

□ Wear Layer ถูกต้อง

□ Core ถูกต้อง

□ Underlay ถูกต้อง

□ Click System ถูกต้อง

□ ขนาดแผ่นถูกต้อง

ด้านปริมาณ

□ ถอดพื้นที่แล้ว

□ คำนวณเศษแล้ว

□ คำนวณจำนวนกล่องแล้ว

□ ตรวจพื้นที่/กล่องแล้ว

□ มี Spare แล้ว

□ MOQ ผ่านแล้ว

ด้าน Stock

□ ตรวจ Stock แล้ว

□ ตรวจ Lot แล้ว

□ ตรวจจำนวนแล้ว

□ ตรวจวันพร้อมส่งแล้ว

ด้าน Delivery

□ กำหนดวันส่งแล้ว

□ ระบุสถานที่ส่งแล้ว

□ ระบุผู้รับสินค้าแล้ว

□ ระบุรอบส่งแล้ว

□ ตรวจค่าขนส่งแล้ว

ด้านการเงิน

□ ราคา/ตร.ม. ชัดเจน

□ VAT ชัดเจน

□ ค่าขนส่งชัดเจน

□ Payment Term ชัดเจน

□ ราคา Lock แล้ว

ด้าน Warranty

□ ขอเอกสาร Warranty

□ รู้เงื่อนไขเคลม

□ รู้ระยะเวลารับประกัน

□ รู้ขั้นตอนเคลม

□ รู้ค่าใช้จ่ายกรณีเคลม

 

คำถาม 20 ข้อที่ควรถาม Supplier ก่อนซื้อพื้น SPC จำนวนมาก

ผู้รับเหมาสามารถ Copy Checklist นี้ไปใช้ได้ทันที

  1. รุ่นนี้ Product Code อะไร?
  2. ราคาต่อ ตร.ม. สำหรับจำนวนที่ผมต้องการเท่าไร?
  3. หากเพิ่ม Quantity ราคาจะลดได้อีกหรือไม่?
  4. MOQ เท่าไร?
  5. มี Stock พร้อมส่งกี่ ตร.ม.?
  6. Stock เป็น Lot อะไร?
  7. สามารถล็อก Lot ให้ทั้งโครงการได้หรือไม่?
  8. หากต้องสั่งเพิ่มภายหลังจะมีรุ่นและสีเดิมหรือไม่?
  9. Lead Time กี่วัน?
  10. สามารถแบ่งส่งตาม Phase ได้หรือไม่?
  11. สามารถล็อกราคาสำหรับทุกงวดได้หรือไม่?
  12. ค่าขนส่งคิดอย่างไร?
  13. ราคานี้รวม VAT หรือยัง?
  14. มี Warranty กี่ปี?
  15. Warranty ครอบคลุมอะไร?
  16. หากสินค้าเสียหายจากการขนส่งต้องทำอย่างไร?
  17. มี Spare ให้หรือไม่?
  18. สามารถซื้อบัวและอุปกรณ์พร้อมกันได้หรือไม่?
  19. Payment Term เป็นอย่างไร?
  20. Supplier สามารถออกเอกสาร Specification / Technical Data / Warranty ให้ได้หรือไม่?

 

ตัวอย่างประโยคสำหรับต่อรองกับ Supplier

ผู้รับเหมาสามารถนำไปใช้คุยกับ Supplier ได้โดยตรง

“โครงการนี้ผมใช้ประมาณ 5,000 ตร.ม. อยากให้ช่วยเสนอ Project Price สำหรับปริมาณนี้ พร้อมแจ้ง MOQ, Stock, Lot และ Lead Time ให้ครบด้วยครับ”

หากต้องการต่อรองเพิ่ม

“ถ้าผมยืนยันปริมาณ 5,000 ตร.ม. สามารถล็อกราคาและแบ่งส่งตาม Construction Schedule ได้ไหมครับ?”

หากราคาลดไม่ได้

“ถ้าราคาปรับลงไม่ได้ มีเงื่อนไขอื่นที่ช่วยลดต้นทุนโครงการได้ไหมครับ เช่น ค่าขนส่ง การแบ่งส่ง หรืออุปกรณ์ประกอบ?”

หากต้องการล็อกสี

“โครงการนี้ต้องการสีเดียวกันทั้งโครงการ สามารถล็อก Product Code และ Lot ให้ได้หรือไม่ครับ?”

หากต้องการ Spare

“ขอให้ช่วยเสนอราคาสำหรับ Spare Material แยกจากปริมาณติดตั้งด้วยครับ และถ้าสั่งพร้อมกันสามารถทำราคา Project ได้ไหม?”

 

ซื้อพื้น SPC จำนวนมาก ควรต่อรองอะไรเป็นลำดับ?

หากเวลาต่อรองมีจำกัด ให้เรียงลำดับดังนี้

Priority 1 — Specification

ต้องตรงก่อน

Priority 2 — ราคา

ต่อรองหลังจากสเปกเท่ากัน

Priority 3 — Stock

มีของจริงหรือไม่

Priority 4 — Lot

ควบคุมสีได้หรือไม่

Priority 5 — Delivery

ส่งทันหรือไม่

Priority 6 — MOQ

จำนวนขั้นต่ำเหมาะกับโครงการหรือไม่

Priority 7 — Payment Term

กระแสเงินสดเป็นอย่างไร

Priority 8 — Warranty

หลังขายรับผิดชอบอย่างไร

Priority 9 — Spare

มีของสำรองหรือไม่

Priority 10 — Service

Supplier ช่วยแก้ปัญหาหน้างานได้มากแค่ไหน

 

ทำไมผู้รับเหมาควรขอ Sample ก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก?

การเลือกพื้นจากรูปภาพบนเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยง

เพราะภาพอาจแตกต่างจากสินค้าจริงในเรื่อง

  • สี
  • Texture
  • Emboss
  • Gloss
  • ลาย
  • ความคมของ Pattern
  • ความรู้สึกเมื่อสัมผัส

สำหรับงานโครงการควรขอ Sample จริง และนำไปดูภายใต้

  • แสงธรรมชาติ
  • แสง Warm White
  • แสง Cool White
  • พื้นที่จริง
  • เฟอร์นิเจอร์จริง
  • สีผนังจริง

โดยเฉพาะโครงการที่ต้องปูหลายร้อยหรือหลายพันตารางเมตร

การอนุมัติ Sample ก่อนออก PO จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสีและภาพรวมของงาน

 

พื้น SPC จำนวนมากควรเลือกหนาเท่าไร?

ไม่มีคำตอบว่า “ยิ่งหนายิ่งดีที่สุด”

เพราะต้องดู

  • ลักษณะการใช้งาน
  • พื้นเดิม
  • Traffic
  • น้ำหนักเฟอร์นิเจอร์
  • Requirement ของโครงการ
  • Wear Layer
  • Core
  • Density
  • Click System
  • Underlay

ข้อมูลใน FAQ ของ Enoch แบ่งแนวทางการเลือกความหนาโดยประมาณ เช่น 4–5 มม. สำหรับบ้านทั่วไป, 5–6 มม. สำหรับคอนโด/ร้านค้า และ 6 มม.ขึ้นไปสำหรับงานโครงการหรือการใช้งานหนัก แต่การเลือกจริงควรพิจารณาสเปกอื่นร่วมด้วย ไม่ควรใช้ความหนาเป็นเกณฑ์เดียว

 

Density มีผลต่อการเลือกหรือไม่?

มีความสำคัญ แต่ไม่ควรดู Density เพียงตัวเลขเดียว

เพราะความแข็งแรงของ SPC ยังขึ้นอยู่กับ

  • Composition
  • กระบวนการผลิต
  • Core
  • การกระจายตัวของวัสดุ
  • Click Lock
  • Wear Layer
  • Underlay
  • Impact Performance

บทความ Density พื้น SPC คืออะไร?  ระบุว่าการเปรียบเทียบ SPC ควรพิจารณา Core, Density, Impact Resistance, Indentation และ Click Lock ร่วมกัน และแนะนำให้ขอ Technical Data Sheet ของรุ่นที่กำลังจะซื้อจริงเพื่อเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ

 

“Virgin Material” ควรถามหรือไม่?

ควรถาม แต่ไม่ควรใช้คำว่า

“Virgin = ดีแน่นอน”

เป็นเกณฑ์เดียว

ควรถามว่า

  • Core เป็นวัสดุอะไร?
  • มี Technical Data หรือไม่?
  • Density เท่าไร?
  • ผ่านการทดสอบอะไร?
  • Click Lock เป็นอย่างไร?
  • Wear Layer เท่าไร?
  • มี Warranty หรือไม่?

เพราะการซื้อ SPC สำหรับโครงการควรดูข้อมูลทางเทคนิคโดยรวม

 

วิธีดูว่า Supplier พร้อมรองรับงานโครงการหรือไม่?

Supplier ที่เหมาะกับงานจำนวนมากควรตอบคำถามเหล่านี้ได้

ด้านสินค้า

มี Specification ชัดเจน

ด้าน Stock

สามารถแจ้งจำนวนได้

ด้าน Lot

มีระบบควบคุม

ด้าน Delivery

สามารถวางแผนส่งได้

ด้าน Warranty

มีเงื่อนไขชัดเจน

ด้านเอกสาร

สามารถออกเอกสารที่จำเป็นได้

ด้าน Service

สามารถติดต่อได้เมื่อเกิดปัญหา

ด้าน Project

เข้าใจ BOQ และ Construction Schedule

 

สัญญาณเตือนที่ควรระวังในการซื้อ SPC จำนวนมาก

1. ราคาถูกผิดปกติแต่ไม่ให้ Spec

ถ้า Supplier บอกเพียง

“Premium Grade”

แต่ไม่มี Technical Data

ควรระวัง

2. ไม่ระบุ Product Code

อาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อสั่งซ้ำ

3. ไม่สามารถยืนยัน Stock

เสี่ยงต่อการหยุดงาน

4. ไม่สามารถระบุ Lead Time

ไม่เหมาะกับงานที่มี Deadline

5. ไม่ยอมระบุ Warranty

ควรถามเหตุผล

6. ไม่สามารถระบุ Lot

เสี่ยงเรื่องสี

7. ราคาเปลี่ยนตลอดเวลา

หากเป็นโครงการใหญ่ควรเจรจาเรื่อง Price Lock

 

ซื้อพื้น SPC จำนวนมากกับ Supplier อย่างไรให้ได้ราคาดี?

สูตรที่ใช้ได้จริงคือ

Volume + Commitment + Forecast + Schedule

หมายถึง

Volume

บอกปริมาณที่ชัดเจน

Commitment

แสดงความตั้งใจซื้อ

Forecast

แจ้งประมาณการใช้ในอนาคต

Schedule

แจ้งกำหนดส่ง

เมื่อ Supplier เห็นข้อมูลครบ จะสามารถวางแผน Stock และเสนอเงื่อนไขได้ง่ายขึ้น

 

ตัวอย่างการเจรจาแบบมืออาชีพ

สมมติผู้รับเหมาต้องการ

5,000 ตร.ม.

ไม่ควรพูดเพียง

“ขอราคาถูกที่สุดครับ”

ควรพูดว่า

“โครงการผมประมาณ 5,000 ตร.ม. ใช้ Product Code เดียว สีเดียว ต้องการเริ่มติดตั้งเดือนหน้า และจะทยอยรับ 4 รอบ ผมอยากให้ Supplier เสนอ Project Price โดยช่วยล็อก Product Code, สี, Lot และราคาให้ทั้งโครงการ พร้อมแจ้ง MOQ, Lead Time, ค่าขนส่ง และ Warranty ครับ ถ้าปริมาณสุดท้ายเพิ่มเป็นประมาณ 6,000 ตร.ม. มี Volume Discount เพิ่มไหมครับ?”

นี่คือการต่อรองแบบมืออาชีพ

เพราะไม่ได้ถามแค่ราคา

แต่กำลังซื้อ

Solution สำหรับโครงการ

 

Total Cost of Ownership สำคัญกว่าราคาต่อ ตร.ม.

สำหรับผู้รับเหมามืออาชีพ ควรคิด

TCO = ราคาวัสดุ + ขนส่ง + ค่าเก็บ + ค่าเสียหาย + ค่าแรงจากความล่าช้า + ค่าเปลี่ยนสินค้า + ค่าเคลม + ต้นทุนจากการหยุดงาน

ตัวอย่าง

Supplier A

ราคาสูงกว่า 5 บาท/ตร.ม.

แต่มี Stock พร้อมส่ง

Supplier B

ราคาถูกกว่า 5 บาท/ตร.ม.

แต่ต้องรอสินค้า 30 วัน

หากโครงการมี Deadline

Supplier A อาจมี TCO ต่ำกว่า

ดังนั้น

ราคาที่ถูกที่สุดบนใบเสนอราคา ไม่จำเป็นต้องเป็นราคาที่ถูกที่สุดเมื่อจบโครงการ

 

Checklist สรุป 12 เรื่องที่ต้องต่อรอง

ลำดับเรื่องที่ต้องต่อรองสำคัญ
1ราคาต่อ ตร.ม.★★★★★
2MOQ★★★★☆
3Stock★★★★★
4Product Code / Spec★★★★★
5Lot / สี★★★★★
6Lead Time★★★★★
7แบ่งส่ง★★★★★
8Spare★★★★☆
9ค่าขนส่ง★★★★☆
10Warranty★★★★★
11Payment Term★★★★☆
12อุปกรณ์ / Service★★★★☆

 

Checklist 1 หน้า ก่อนสั่งซื้อพื้น SPC

ข้อมูลโครงการ

Project: __________________________

พื้นที่: __________________ ตร.ม.

ปริมาณสั่งซื้อ: ________________ ตร.ม.

Product Code: __________________

Color Code: ___________________

วันที่เริ่มติดตั้ง: _______________

วันที่ต้องใช้สินค้า: ______________

 

ราคา

□ ราคาต่อ ตร.ม.

□ ราคาต่อกล่อง

□ VAT

□ ค่าขนส่ง

□ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

□ ราคา Project

□ Price Lock

 

Stock

□ Stock พร้อมส่ง

□ จำนวน Stock

□ Lot

□ สี

□ Product Code

□ Spare

 

Delivery

□ Lead Time

□ รอบส่ง

□ วันส่ง

□ สถานที่ส่ง

□ เงื่อนไขลงสินค้า

 

Warranty

□ ระยะเวลา

□ เงื่อนไข

□ ขั้นตอนเคลม

□ ค่าใช้จ่าย

 

Payment

□ มัดจำ

□ ชำระก่อนส่ง

□ Credit Term

□ แบ่งชำระ

 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อพื้น SPC จำนวนมาก

Q1. ซื้อพื้น SPC จำนวนมากควรขอลดราคาเท่าไร?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์มาตรฐาน เพราะขึ้นอยู่กับรุ่นสินค้า ปริมาณ ต้นทุน Supplier Stock และเงื่อนไขการซื้อ สิ่งสำคัญกว่าการกำหนดว่าจะต้องลดกี่เปอร์เซ็นต์ คือการขอ Project Price ตาม Quantity จริง แล้วเปรียบเทียบต้นทุนรวม

Q2. ซื้อ SPC 1,000 ตร.ม. ถือว่าเป็นการซื้อจำนวนมากหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับ Supplier และ Product Code แต่ 1,000 ตร.ม. ถือว่าเป็นปริมาณที่ควรขอราคาโครงการโดยเฉพาะได้ โดยเฉพาะหากใช้รุ่นและสีเดียว

Q3. ถ้าซื้อ 5,000 ตร.ม. ควรต่อรองอะไร?

ควรต่อรองอย่างน้อย

  • ราคา
  • MOQ
  • Stock
  • Lot
  • Delivery
  • แบ่งส่ง
  • Price Lock
  • Warranty
  • Spare
  • Payment Term
  • ค่าขนส่ง

Q4. ซื้อ SPC จำนวนมากควรเลือก Supplier ที่ถูกที่สุดหรือไม่?

ไม่ควรตัดสินจากราคาต่อ ตร.ม. เพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบ Specification, Stock, Lot, Lead Time, Warranty, Delivery และ Total Cost of Ownership

Q5. ควรสั่งพื้น SPC เผื่อกี่เปอร์เซ็นต์?

ขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการและรูปแบบการติดตั้ง ควรถอดปริมาณจากแบบจริง และประเมินเศษตามรูปทรงพื้นที่ Pattern และวิธีปู

Q6. ต้องล็อก Lot หรือไม่?

หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้สีเดียวต่อเนื่องหลายเฟส ควรสอบถาม Supplier เรื่อง Lot Control เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของสีต่างล็อต

Q7. สามารถขอแบ่งส่งพื้น SPC ได้หรือไม่?

สามารถเจรจาได้ในหลายกรณี โดยควรตกลง Quantity และ Delivery Schedule ตั้งแต่ก่อนออก PO

Q8. ถ้าสินค้าหมดระหว่างโครงการควรทำอย่างไร?

ควรวางแผน Stock ตั้งแต่ต้น โดยแจ้ง Supplier ถึงปริมาณรวมและ Construction Schedule และควรมี Spare Material สำหรับงานซ่อมและแก้ไข

Q9. ควรซื้อพื้น SPC พร้อมบัวหรือไม่?

หาก Supplier สามารถทำราคา Package ได้ อาจช่วยให้บริหารจัดซื้อและการส่งมอบง่ายขึ้น แต่ควรเปรียบเทียบราคาแยกกับราคาชุดก่อนตัดสินใจ

Q10. ต้องขอ Technical Data Sheet หรือไม่?

ควรขอ โดยเฉพาะงานโครงการ เพราะช่วยให้ผู้รับเหมาสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบ Specification ของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ

Q11. Warranty สำคัญแค่ไหน?

สำคัญมากสำหรับงานจำนวนมาก เพราะหากเกิดปัญหาสินค้า ต้นทุนการเปลี่ยนและการหยุดงานอาจสูงกว่าราคาวัสดุที่ประหยัดได้ตั้งแต่แรก

Q12. ก่อนออก PO ต้องตรวจอะไรบ้าง?

อย่างน้อยควรตรวจ

Product Code + Color + Specification + Quantity + Price + Stock + Lot + Delivery + Warranty + Payment Terms

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

สรุป: ซื้อพื้น SPC จำนวนมาก อย่าต่อรองแค่ “ราคาถูกที่สุด”

สำหรับผู้รับเหมาที่ซื้อพื้น SPC จำนวนมาก สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การทำให้ราคาต่อตารางเมตรต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว

แต่คือการทำให้

ต้นทุนรวมต่ำ + สินค้าตรง Spec + มีของเพียงพอ + สีสม่ำเสมอ + ส่งทัน + มีของสำรอง + มี Warranty + Cash Flow บริหารได้

ดังนั้น 12 เรื่องที่ควรต่อรองก่อนสั่งซื้อ ได้แก่

  1. ราคาต่อ ตารางเมตร
  2. MOQ
  3. Stock
  4. Product Code และ Specification
  5. Production Lot และสี
  6. Lead Time
  7. การแบ่งส่ง
  8. Spare Material
  9. ค่าขนส่ง
  10. Warranty
  11. Payment Term
  12. อุปกรณ์และบริการสนับสนุน

เมื่อผู้รับเหมามีข้อมูลครบทั้ง 12 ด้าน จะสามารถเปรียบเทียบ Supplier ได้อย่างมืออาชีพ และลดความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นกับการจัดซื้อวัสดุจำนวนมาก

สำหรับงานโครงการ การเลือก Supplier จึงไม่ควรถามเพียง

“ใครให้ราคาถูกที่สุด?”

แต่ควรถามว่า

“ใครสามารถช่วยให้โครงการของเราซื้อได้คุ้มที่สุด และส่งมอบงานได้โดยมีความเสี่ยงต่ำที่สุด?”

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การซื้อพื้น SPC ราคาถูก กับ การจัดซื้อพื้น SPC แบบมืออาชีพสำหรับโครงการ

หากต้องการสั่งซื้อพื้น SPC สำหรับงานบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม ออฟฟิศ ร้านค้า โชว์รูม หรือโครงการรีโนเวท ควรเตรียมข้อมูล พื้นที่ + Product Code/สีที่ต้องการ + จำนวนโดยประมาณ + กำหนดใช้งาน + สถานที่จัดส่ง เพื่อให้ Supplier สามารถประเมิน Stock, Quantity, Delivery และเสนอราคาโครงการได้แม่นยำมากขึ้น

Enoch Flooring Thailand มีข้อมูลสำหรับงานพื้น SPC ทั้งด้านสินค้า งานโครงการ การถอด BOQ และการจัดซื้อสำหรับผู้รับเหมา โดยเว็บไซต์มีข้อมูลพื้น SPC ราคาส่งและแนวทางสำหรับงานโครงการโดยเฉพาะ

สอบถามราคา Project / พื้น SPC จำนวนมาก:  Enoch Flooring Thailand

หรือดูตัวอย่างสินค้าและรุ่นต่าง ๆ ได้ที่

👉🏻Enoch SPC 4 มม.

พื้น SPC เกรด Virgin 100% ระบบ Click-Lock ราคาปลีก-ส่ง สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านโครงการ คอนโดมิเนียม ฯลฯ มาพร้อมความทนทาน สวยงาม และราคาที่ถูกที่สุดในไทย! มีจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสำหรับงานติดตั้งพื้น SPC เช่น โฟมรองพื้นพรีเมียม (ฟอยล์กันชื้น 2 ด้าน) กันชื้น 99.99% กันไฟฟ้าสถิตย์ กันแบคทีเรีย เจ้าแรกในไทย, บัวเชิงผนัง, ตัวจบพื้นทุกชนิด

👉🏻Enoch SPC 5.5 มม.

พื้น SPC เกรด Virgin 100% ระบบ Click-Lock ราคาปลีก-ส่ง สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านโครงการ คอนโดมิเนียม ฯลฯ มาพร้อมความทนทาน สวยงาม และราคาที่ถูกที่สุดในไทย! มีจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสำหรับงานติดตั้งพื้น SPC เช่น โฟมรองพื้นพรีเมียม (ฟอยล์กันชื้น 2 ด้าน) กันชื้น 99.99% กันไฟฟ้าสถิตย์ กันแบคทีเรีย เจ้าแรกในไทย, บัวเชิงผนัง, ตัวจบพื้นทุกชนิด

👉🏻Enoch SPC 6.5 มม.

พื้น SPC เกรด Virgin 100% ระบบ Click-Lock ราคาปลีก-ส่ง สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านโครงการ คอนโดมิเนียม ฯลฯ มาพร้อมความทนทาน สวยงาม และราคาที่ถูกที่สุดในไทย! มีจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสำหรับงานติดตั้งพื้น SPC เช่น โฟมรองพื้นพรีเมียม (ฟอยล์กันชื้น 2 ด้าน) กันชื้น 99.99% กันไฟฟ้าสถิตย์ กันแบคทีเรีย เจ้าแรกในไทย, บัวเชิงผนัง, ตัวจบพื้นทุกชนิด

👉🏻Enoch SPC PREMIUM รุ่น ELITE PRIME 4 มม.

พื้น SPC PREMIUM รุ่น ELITE PRIME

 

👉🏻Enoch พื้น SPC พรีเมี่ยม ซีรีย์ รุ่น NBL

พื้น SPC พรีเมี่ยม ซีรีย์ รุ่น NBL มาตรฐานเยอรมนี NBL93-S-050 สี เบอร์ลิน โอ๊ค

 

ผ่านการทดสอบ รับรองมาตรฐาน

บริษัท อีโนช ฟลูริง (ไทยแลนด์) ผ่านการทดลองที่เป็นมาตรฐาน

 

📞 ติดต่อทีมงานเพื่อรับราคาโครงการ /  ใบเสนอราคา / ตัวอย่างสินค้า

Tel. 096-152 3339

แอดไลน์ @enochth 👉🏻คลิก https://lin.ee/y58u0WW

FB: https://www.facebook.com/enochthailand/

IG: https://www.instagram.com/enochflooring/

TikTok : https://www.tiktok.com/@enoch.thailand

Youtube: https://lnkd.in/df5ahruH

🏣หน้าร้านเราก็มี! ปักหมุด Google Map ที่ https://maps.app.goo.gl/zoEyaqCgCY6bw48M7

      แผนที่ตั้งโชว์รูม
📧 บริษัท อีโนช ฟลูริง (ไทยแลนด์) จำกัด
🚩Show Room : 38/109-110 หมู่ 19 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

แชร์ :

บทความที่น่าสนใจ

กระเบื้อง SPC กับพื้น SPC ต่างกันหรือไม่?

กระเบื้อง SPC คืออะไร? พื้น SPC วัสดุปูพื้นมาตรฐานโครงการ แข็งแรง กันน้ำ ติดตั้งเร็ว      หากคุณกำลังมองหา วัสดุปูพื้นที่เหมาะกับงานโครงการ บ้านจัดสรร

อ่านเพิ่ม »

กระเบื้อง SPC สำหรับโครงการ ทางเลือกวัสดุปูพื้นที่คุ้มค่า แข็งแรง และตอบโจทย์งานอสังหาริมทรัพย์

กระเบื้อง SPC สำหรับโครงการ คืออะไร และทำไมโครงการยุคใหม่จึงเลือกใช้      ในยุคที่ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้พัฒนาโครงก

อ่านเพิ่ม »

กระเบื้อง SPC มีกี่เกรด? ซื้อเกรดไหนดีที่สุด?

กระเบื้อง SPC มีกี่เกรด? เลือกพื้น SPC อย่างไรให้คุ้มค่า แข็งแรง และเหมาะกับการใช้งานจริง      ในปัจจุบัน พื้น SPC (Stone Plastic Composite) กลายเป็นว

อ่านเพิ่ม »

จำหน่าย และ รับปูกระเบื้องยาง SPC

โดยทีมงานมืออาชีพ